UFABETWIN แย่ทุกจุด “เทรนต์” ชี้ 2 สิ่งต้องทำ หลังลิเวอร์พูลแพ้ไบรจ์ตัน ร่วงที่ 9 พรีเมียร์ลีก

UFABETWIN แบ็กขวาลิเวอร์พูล ยอมรับ

UFABETWIN เล่นแย่ทั้งทีม ในพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุด ชี้ 2 สิ่งต้องทำหลังแพ้ ไบรจ์ตัน เละเทะ จนร่วงมาอยู่อันดับ 9

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ แบ็กขวาลิเวอร์พูล ให้สัมภาษณ์หลังจบเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งบุกไปแพ้ ไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน แบบหมดสภาพ 0-3 ทำให้ “หงส์แดง” มี 28 คะแนนเท่าเดิมจาก 18 นัด

หล่นมาอยู่อันดับ 9 โอกาสลุ้นแชมป์และท็อปโฟร์เพื่อคว้าโควตาไปเล่น ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เริ่มมืดมนเต็มที ขณะที่ “นกนางนวล” ขึ้นไปอยู่อันดับ 7 มี 30 แต้ม

ด้าน เทรนต์ ออกมายอมรับความพ่ายแพ้แบบยับเยินของ ลิเวอร์พูล ในเกมนี้ว่า “เราไม่อยากให้อะไรแบบนี้เกิดขึ้นอีก และเราต้องกลับมาให้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในเกมนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการในฐานะทีม ซึ่งมันก็แค่ไม่ดีพอ

ถ้าจะให้ผมพูดตามตรงก็คงต้องบอกว่ามันยังไม่ดีพอในทุกพื้นที่” แบ็กขวาทีมชาติอังกฤษ ยังเผยถึง 2 สิ่งที่ต้องทำหลังจบเกมนี้ว่า “ผมคิดว่ามีหลายสิ่งที่ผิดปกติโดยพื้นฐาน และเรามีหลายอย่างที่ผิดพลาด

ไม่ค่อยมีแง่บวกใดๆ ที่ได้จากเกมนี้ แต่เราต้องกลับไปดูสิ่งที่ผิดพลาด และตรวจสอบให้แน่ใจว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะอย่างที่ผมพูดไป มันเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง”

นัดต่อไป ลิเวอร์พูล จะออกไปเยือน วูล์ฟแฮมป์ตัน ทีมร่วมศึกพรีเมียร์ลีก ในเอฟเอ คัพ รอบ 3 นัดรีเพลย์ คืนวันอังคารที่ 17 พฤษภาคมนี้ แข่งขัน 02.45 น. ตามเวลาประเทศไทย
ทุกคนมีสิทธิ์ฝัน

“เทน ฮาก” ตอบโอกาส “แมนยูฯ” ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก หลังจี้จ่าฝูง 6 แต้ม”ขอฝันได้ไหม?” กุนซือแมนยูฯ ตอบถึงโอกาสลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ หลังชนะ แมนฯ ซิตี้ จนไล่จี้ อาร์เซนอล เหลือ 6 แต้ม+

UFABETWIN

เอริก เทน ฮาก ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ให้สัมภาษณ์หลังจบเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดล่าสุด ซึ่งเปิดบ้านแซงชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-1 ทำให้ “ปิศาจแดง” ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 มี 38 คะแนนจาก 18 นัด ตามหลัง “เรือใบสีฟ้า”

รองจ่าฝูงที่แข่งเท่ากันเหลือเพียง 1 แต้ม และตามจ่าฝูง อาร์เซนอล เหลือแค่ 6 คะแนน แต่ “ปืนใหญ่” ยังแข่งน้อยกว่า 1 เกม

สถานการณ์ล่าสุดทำให้แฟนบอล รวมถึงสื่อมวลชนเริ่มหันมาจับตามองว่า แมนยูฯ อาจมีโอกาสสอดแทรกลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ ซึ่งจะเป็นแชมป์ลีกหนแรกในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายในยุคของ

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือ และเป็นแชมป์แรกในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ได้แชมป์ยูโรปาลีก และ ลีกคัพ ในยุคของ โชเซ มูรินโญ หลังจาก “ปิศาจแดง” ชนะรวดตลอด 7 เกมหลังสุดในทุกรายการ

อย่างไรก็ตาม เทน ฮาก รีบออกตัวว่า “แฟนบอลอาจฝันถึงการลุ้นแชมป์ แต่ไม่ใช่เรา เพราะเราต้องทำตัวให้ติดดินเข้าไว้ และยอมรับว่าเกมของเรายังมีจุดที่ต้องปรับปรุงอีกมาก มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้หลังช่วงพักครึ่งที่เราเสียการควบคุมเกมไปมาก”

“สำหรับฟุตบอล ระดับสูง แม้รายละเอียด เล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้เกิด ผลกระทบ อันยิ่ง ใหญ่ได้ เราต้องทำงานต่อไปและปรับปรุงให้ดีขึ้น””เรายังมา ไม่ถึงครึ่งทาง และยังมี อีกหลาย เกมที่จะตามมา ซึ่งการเล่น ของเราก็ ยังมีหลาย อย่างที่ต้องทำ UFABETWIN

เราสามารถประสบ ความสำเร็จ ได้ในฤดูกาลนี้ ผมเชื่อมั่น ในเรื่องนี้ แต่หนทาง ยังอีกยาวไกลในการนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับไปสู่จุดที่เคยเป็น โปรเจกต์นี้ไม่ได้ใช้เวลาแค่ฤดูกาลนี้เท่านั้น”

UFABETWIN “ริวัลโด้” : นักเตะเบอร์ 1 ของโลกที่คนบราซิลไม่รัก

“ริวัลโด้ เป็นยอดนักเตะที่มักถูกมองข้าม ผมเชื่อว่ามันเป็นเพราะเขาเล่นอยู่ในยุคเดียวกับ โรนัลโด้ และ โรนัลดินโญ่” รุด กุลลิต นักเตะระดับตำนานของเนเธอร์แลนด์กล่าว

เขาเป็นหนึ่งในสามประสานอันเกรียงไกรของ “3R” แห่งทีมชาติบราซิล เป็นเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์, นักเตะยอดเยี่ยมฟีฟ่า และคว้าแชมป์มากมายทั้ง ลาลีกา, ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก หรือแม้กระทั่ง แชมป์ฟุตบอลโลก

อย่างไรก็ดี เขากลับไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่แฟนบอลชาวบราซิล ที่ทั้งดูหมิ่นดูแคลน, เย้ยหยัน ไปจนถึงจงเกลียดจงชังอดีตนักเตะหมายเลข 1 ของโลกรายนี้

เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

เด็กหนุ่มที่ไม่กล้าฝัน

นักฟุตบอลกับความยากลำบาก เป็นสิ่งที่ผู้คนมักจะได้ยินจากเรื่องเล่าของนักเตะบราซิล แต่สำหรับ ริวัลโด้ วิเตอร์ บอร์บา เฟร์เรรา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “ริวัลโด้” มันอาจจะเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการ

เขาคือลูกคนกลางในจำนวนพี่น้องห้าคนที่เติบโตขึ้นมาในสลัมชานเมืองเรซิเฟ รัฐเปอร์นัมบูโก ทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล และต้องทำงานช่วยเหลือครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก ในทุกสุดสัปดาห์ ริวัลโด้ จะต้องตามพ่อแม่ไปรับจ้างตัดหญ้า ไปจนถึงเร่ขายหมากฝรั่งและไอศกรีมแท่งตามชายหาดของเมือง

“คุณต้องใช้ชีวิตอยู่กับความยากจน ถึงจะรู้ว่าความยากจนคืออะไร” ริวัลโด้ นิตยสารสัญชาติอาร์เจนตินา เมื่อปี 1999

“คุณต้องทำงานทั้งวันเพื่อรายได้อันน้อยนิด และต้องพบกับความหิวโซ, ความทรมาน ที่เปาลิสตา มันยากมากที่จะฝัน”

ครูของเขาบอกว่า ริวัลโด้ เป็นเด็กที่ค่อนข้างขี้กลัวและประหม่าทุกครั้งเมื่อถูกเรียกให้อ่านออกเสียง แต่ความประพฤติโดยรวมก็ยังดีกว่าพี่ชายทั้งสองคนของเขา

ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่เขาค่อนข้างมั่นใจ นั่นก็คือ การเล่นฟุตบอล เขาชอบเล่นฟุตบอลเท้าเปล่ามาก โดยมี เปเล่ และ ดิเอโก มาราโดนา เป็นไอดอล ทั้งนี้ เพื่อนของเขาบอกว่า ริวัลโด้ เป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในกลุ่มเสมอ มีการครองบอลที่เหนียวแน่นและยิงประตูได้รุนแรง ทั้งที่มีรูปร่างผอมบาง

จนกระทั่งตอนอายุ 13 ปี ริวัลโด้ ก็ไม่ต้องเล่นฟุตบอลเท้าเปล่าอีกต่อไป เมื่อ โรมิลโด พ่อของเขาซื้อสตั๊ดคู่แรกให้ และหลังจากนั้น เขาก็พัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่อง จนถูก ซานตา ครูซ สโมสรในท้องถิ่นชวนไปทดสอบฝีเท้าในอีก 3 ปีต่อมา

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าเขาจะถูกสาปให้เจอแต่ฝันร้าย เพราะก่อนผลการคัดตัวจะประกาศไม่กี่วัน พ่อของเขาก็มาประสบอุบัติเหตุถูกรถโดยสารประจำทางชนจนเสียชีวิต และความสูญเสียครั้งนี้ก็ทำให้เขาคิดเลิกเล่นฟุตบอล เพราะรู้สึกจำนนต่อโชคชะตาว่า ความสุขและความสำเร็จคงจะไม่ได้มีไว้สำหรับ “คนอย่างเขา”

แต่แม่ของ ริวัลโด้ รู้ดีว่าลูกชายของเธอรู้สึกอย่างไร เพราะเธอเองก็รู้สึกไม่ต่างกันกับความสูญเสียครั้งนี้ จึงได้นั่งลงและเปิดอกคุยกับเขาว่าจงเล่นฟุตบอลต่อไป อย่างน้อยก็ทำเพื่อพ่อที่ตายไป

“พ่อของแกไม่ได้อยากให้แกเป็นอะไรนอกจากนักฟุตบอลอาชีพ จงทำให้ได้” แม่ของริวัลโด้บอกกับเขา

และเขาก็ทำได้จริงๆ

เผชิญกับอคติ

หลังเสร็จสิ้นงานศพ ครอบครัวของ ริวัลโด้ ก็ได้รับข่าวดีบ้าง เมื่อการคัดตัวเป็นไปด้วยดี และริวัลโด้ก็ได้เป็นนักเตะเยาวชนของ ซานตา ครูซ ทว่านั่นก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะไม่นานความท้าทายใหม่ของเขาก็เริ่มต้นขึ้น

เนื่องจาก ซานตา ครูซ ไม่ใช่สโมสรใหญ่ ทำให้เขาได้เงินเพียงน้อยนิด แถมสนามซ้อมของทีมยังอยู่ห่างจากบ้านเขาถึง 15 กิโลเมตร ทำให้ ริวัลโด้ ต้องเดินไปกลับเป็นระยะทางรวมถึง 30 กิโลเมตรทุกวัน

เขามาถึงสนามซ้อมด้วยความเหนื่อยและกลับไปด้วยความเหนื่อย บวกกับร่างกายที่ผอมบางและฟันที่หลุดเกือบหมดปากจากภาวะขาดสารอาหารมาตั้งเด็ก ทำให้เขาดูอ่อนแอเกินกว่าจะเป็นนักเตะอาชีพได้

UFABETWIN

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ยอมแพ้ เขามุ่งมั่นฝึกซ้อมจนได้รับโอกาสลงเล่นในเกมระดับอาชีพเป็นครั้งแรกในปี 1991 ในเกมลีกของรัฐ และทำผลงานได้ไม่เลว ด้วยการซัดไปถึง 8 ประตูจาก 18 นัด

ก่อนที่ในฤดูกาลต่อมา เขาจะได้ประเดิมสนามในเกมลีก แต่ด้วยผลงานที่ไม่คงเส้นคงวา บวกกับการที่ ซานตา ครูซ พลาดสิทธิ์เลื่อนชั้น ทำให้เขาตกเป็นแพะรับบาปว่าเป็นต้นเหตุของความล้มเหลวของทีมในฤดูกาลนั้น จนถูกถีบหัวส่งไปอยู่กับ โมจิ มิริม ทีมในระดับ 2 ของลีกประจำรัฐเซา เปาโล

ทว่าการย้ายทีมครั้งนี้ก็ทำให้เขาเฉิดฉาย หลังถูก โครินเธียนส์ ยืมตัวไปอีกทอดหนึ่ง ด้วยการยิงไปถึง 22 ประตูจาก 58 นัด จนได้รับรางวัล หรือรางวัลแข้งยอดเยี่ยมแห่งปีตามตำแหน่ง (คล้ายกับติดทีมยอดเยี่ยม) พร้อมทั้งถูกเรียกติดทีมชาติ แถมยังประเดิมประตูแรกได้ทันทีในเกมพบกับเม็กซิโก

ผลงานดังกล่าวทำให้ในปี 1994 พัลไมรัส ตัดสินใจกระชากตัว ริวัลโด้ ไปรวมทัพ ก่อนที่เขาจะตอบแทนสโมสรด้วยการช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ซีรีส์ เอ ได้อย่างยิ่งใหญ่ และทำให้เขาได้รับรางวัล มานอนกอดอีกหนึ่งสมัย

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้รับการยอมรับจากแฟนบอลเท่าที่ควร เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะอคติของคนบราซิลที่ไม่ค่อยให้การยกย่องนักเตะที่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมองว่าพวกเขา “เชยและจน”

อคตินี้ทำให้พวกเขาแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติกับคนที่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยถึงขั้นมีคำเรียกคนจากภูมิภาคนี้แบบเหมารวมว่าเป็นพวก “พาไรบาส” ที่แปลว่าคนที่มาจากรัฐพาไรบา ในนัยยะว่าพวก “บ้านนอก” โดยไม่สนใจว่าจริงๆพวกเขามาจากรัฐไหน

อันที่จริง ริวัลโด้ ก็เคยออกมาพูดถึงเรื่องนี้ ว่าตัวเขาเองไม่ได้รับการปฏิบัติจากสื่อเหมือนกับนักเตะบราซิลที่มาจากรัฐทางใต้ที่เจริญกว่า แถมโค้ชหลายคนก็เลือกที่จะมองข้ามเขาหรือไม่ก็เรียกตัวมาติดทีมชุดแรก ก่อนจะตัดออกในภายหลัง ไปจนถึงถูกโยนให้เป็นแพะรับบาป

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือในฟุตบอลโลก 1994 ที่ตอนแรกเขาถูก คาร์ลอส อัลแบร์โต เปเรย์รา เรียกมาติดทีมในตอนแรก ก่อนจะตัดชื่อเขาออกในชุด 22 คนสุดท้าย โดยให้เหตุผลว่าเขา “เห็นแก่ตัวเกินไป” และ “ไม่คงเส้นคงวา” ก่อนที่ทีมชุดนั้นจะคว้าแชมป์โลกในบั้นปลาย

หรือในฟุตบอลโอลิมปิก 1996 ที่แอตแลนตา ซึ่ง ริวัลโด้ กลายเป็นเป้าเล่นงานของแฟนบอล หลังเสียการครองบอลจนนำไปสู่ประตูตีตื้น 2-3 ของไนจีเรีย ก่อนจะถูกพลิกแซงเอาชนะไปได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษด้วยกฏโกลเดนโกล

แม้ว่าจริงอยู่ที่การเสียการครองบอลครั้งนั้นจะทำให้โมเมนตัมของเกมเปลี่ยน แต่เขาก็ไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบกับอีกสองประตูหลังจากนั้น หรือไม่อย่างนั้นก็ควรเป็นความรับผิดชอบของทั้งทีม ไม่ใช่ถูกเล่นงานอยู่คนเดียว

“เกมพบกับไนจีเรียนั้นช็อกทุกคน เพราะว่าพวกเราหวังว่าจะคว้าเหรียญทองกลับบ้าน” ลุยเซา อดีตเพื่อนร่วมทีม ริวัลโด้ ในทีมชุดนั้น

“โชคร้ายที่มันเป็นเกมที่ผิดไปจากที่คิดไว้ และทุกคนก็เศร้ามาก แต่ ริวัลโด้ นั้นเจ็บปวดมากกว่าใคร เพราะเขาถูกวิจารณ์เละเลย”

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ยอมแพ้

พิสูจน์ตัวเองในยุโรป

“ผมมีความทรงจำที่ค่อนข้างขมขื่นในตอนนั้น แต่มันก็ทำให้ผมได้เจอกับแรงกระตุ้นที่จะแสดงให้เห็นว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นมันไม่ยุติธรรมสำหรับผม” ริวัลโด้ กล่าวถึงเหตุการณ์ในโอลิมปิก 1996 กับ BBC

การดุด่าว่ากล่าวอย่างโหดร้ายทำให้ ริวัลโด้ รู้สึกพอแล้วกับการเล่นในบราซิล อันที่จริงเขาตั้งใจจะย้ายไปเล่นในต่างประเทศมาก่อน แต่ดีลต้องล้มไปเพราะคุยเรื่องสัญญาไม่ลงตัว ก่อนที่เหตุการณ์ในโอลิมปิกจะเป็นแรงผลักดันให้เขามุ่งมั่นที่จะออกจากบ้านเกิด

สุดท้ายกลายเป็น เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญา ทีมในลาลีกา สเปน ที่ได้สิทธิ์เป็นสโมสรแรกของเขาในยุโรป และเพียงแค่ปีเดียวที่นั่นเขาก็พิสูจน์ว่าเขาคือของจริง ด้วยการยิง 21 ประตูจาก 41 นัด และช่วยให้ทีมจบในตำแหน่งกลางตาราง

เขาโดดเด่นอย่างมากด้วยเทคนิคการทำประตูที่หลากหลาย แม้จะไม่ใช่ศูนย์หน้าโดยธรรมชาติ แต่ ริวัลโด้ ก็ยิงได้ทุกแบบ ทั้งลูกชาร์จจ่อๆ, ลูกโหม่ง, ฟรีคิกโค้งข้ามกำแพง ไปจนถึงจุดโทษแบบปาเนนก้าที่ในยุคนั้นยังไม่ค่อยมีใครกล้าทำ

แต่สำหรับในบ้านเกิด ดูเหมือนว่าแสงจะยังไม่ฉายมาที่เขา เพราะแม้จะทำผลงานได้โดดเด่นเพียงใด แต่การเล่นให้กับ ลา คอรุนญา ก็ไม่ได้ทำให้เขาได้รับความสนใจจากชาวบราซิล เนื่องจากทีวีบราซิลเลือกที่จะโฟกัสกับ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า เท่านั้น

นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ ริวัลโด้ ตกปากรับคำย้ายไปเล่นให้กับบาร์ซ่าในฤดูกาลต่อมา ด้วยค่าตัวถึง 4,000 ล้านเปเซตา (ค่าเงินของสเปนในอดีต ปัจจุบันคือราว 24 ล้านยูโร หรือ 900 ล้านบาท) หลังจากนั้น เขาก็ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะเบอร์ใหญ่ของยุโรปและของโลกอย่างแท้จริง

ตลอด 5 ฤดูกาลในถิ่นคัมป์ นู ริวัลโด้ ซัดไป 129 ประตูจาก 235 นัด ช่วยให้บาร์ซ่าคว้าแชมป์ลาลีกา 2 สมัย, โคปา เดล เรย์ 1 สมัย, ยูฟา ซูเปอร์ คัพ 1 สมัย และก้าวขึ้นไปคว้ารางวัลบัลลงดอร์ ในปี 1999 พ่วงด้วยนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าในปีเดียวกัน

ในปี 2001 เขายังถูกพูดถึงไปทั่วยุโรป หลังเหมาทำแฮตทริกในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลกับ บาเลนเซีย ใน 3 แบบ 3 สไตล์ ลูกแรกคือฟรีคิก, ลูกที่สองคือยิงไกล ส่วนลูกสุดท้ายคือการพักอกวอลเลย์โอเวอร์เฮดในนาทีสุดท้าย ช่วยให้ทีมคว้าชัยพร้อมได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นยูฟา แชมเปียนส์ ลีก

“การยิงประตูนั้นมันเหลือเชื่อ หนึ่งคือ มันเป็นประตูที่น่าทึ่ง เป็นลูกโอเวอร์เฮด สอง มันเกิดขึ้นในนาทีสุดท้ายตอนที่กำลังเสมอกัน และสาม มันทำให้เราได้ไปแชมเปียนส์ ลีก” ริวัลโด้ ย้อนความหลังถึงประตูนั้นกับ

“ผมเคยยิงประตูสวยๆมาก่อน แต่นี่คือประตูที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพราะว่ามันสำคัญ มันเป็นอะไรที่ผมไม่เคยเห็นอีกเลย”

UFABETWIN

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้รับการยอมรับยามกลับไปเล่นให้กับทีมชาติ แฟนบอลชาวบราซิลมองว่าเขาทำผลงานได้ดีแค่ในสีเสื้อของบาร์ซ่า แถมบางครั้งยังโดนดูถูกเมื่อทำผิดพลาดตอนเล่นให้กับบราซิล

“เขาน่าจะรู้สึกภาคภูมิใจและได้เติมเต็มจากการลงเล่นให้กับประเทศ แต่ ริวัลโด้ มักจะสะท้อนออกมาเป็นความเศร้า” แมตต์ กัลต์ นักเขียนจาก

“เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการถูกกล่าวร้ายจากแฟนบอล เขาเลือกที่จะไม่ตอบคำถาม แต่ตอบโต้เชิงบวกในสนาม ด้วยสไตล์การเล่นแบบหุ่นยนต์นักฟุตบอล”

“ตอนที่ยังเด็ก ริวัลโด้ มีความฝันที่จะเล่นให้ทีมชาติบราซิล แต่การปรากฏตัวในชุดสีเหลืองอันโดดเด่นกลับกลายเป็นความทรมานและความโดดเดี่ยวในชีวิตนักเตะอาชีพของเขา”

“แฟนบอลมักจะเยาะเย้ยเขาตอนส่งบอลพลาด เยาะเย้ยตอนถูกปฏิเสธโอกาสการทำประตู หรือแม้แต่ตอนทำประตูได้เขาก็ยังถูกเยาะเย้ย”

“ถ้า จอห์น บาร์นส์ เป็นอัจฉริยะเท้าซ้ายคนแรกที่ถูกแฟนทีมชาติดูถูก แน่นอนว่า ริวัลโด้ ก็คงเป็นคนที่สอง”

ซ้ำร้ายในฟุตบอลโลก 2002 ยังทำให้เขาถูกโจมตีหนักกว่าเดิม

จอมมารยา

แม้ว่า ริวัลโด้ จะไม่ได้รับการเชิดชูจากแฟนบอลในบ้านเกิดมากนัก แต่เขาก็ถือเป็นกำลังสำคัญของทัพแซมบ้า ไม่ว่าจะเป็นการยิง 3 ประตูในฟุตบอลโลก 1998 ช่วยให้ทีมทะลุเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศและไปแพ้ฝรั่งเศสในบั้นปลาย หรือ 5 ประตูในโคปา อเมริกา 1999 ที่ช่วยให้บราซิลคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

แต่ทัวร์นาเมนต์ที่โดดเด่นที่สุดของ ริวัลโด้ คือศึกเวิลด์คัพฉบับเอเชีย ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ในปี 2002 ที่เขาเป็นหนึ่งในแนวรุกสุดโหดของบราซิลที่มีชื่อเรียกว่า “3R” ร่วมกับ โรนัลโด้ และ โรนัลดินโญ่ เขาทั้งยิงทั้งจ่ายจนทำให้บราซิลก้าวขึ้นไปสู่แชมป์โลกสมัยที่ 5

ผลงาน 5 ประตูในฟุตบอลโลกยังทำให้เขาคว้ารางวัลรองเท้าเงิน ร่วมกับ มิโรสลาฟ โคลเซ ของเยอรมัน และติดทีมยอดเยี่ยมของฟีฟ่าในปีดังกล่าว และเป็นนักเตะที่ หลุยส์ เฟลิเป สโคลารี กุนซือทีมชาติบราซิลชุดนั้นเอ่ยปากชม

“ผมพูดเสมอว่า ริวัลโด้ คือผู้เล่นที่ช่วยผมมากที่สุดในทีมชุดนั้น” สโคลารี่ กล่าว

“บางครั้งผู้คนก็ลืมแทคติกของทีม พวกเขาดูแค่สิ่งที่เกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศหรือประตู แต่ ริวัลโด้ คือนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดของทีม”

อย่างไรก็ดี แทนที่ความสำเร็จในครั้งนี้จะทำให้ ริวัลโด้ ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง แต่เหตุการณ์ในเกมพบกับตุรกี ในนัดแรกของทัวร์นาเมนต์ กลับกลายเป็นจุดด่างพร้อยที่ทำให้เขาถูกเล่นงานไม่รู้จบ

มันเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ขณะที่บราซิลนำอยู่ 2-1 และได้ลูกเตะมุม ริวัลโด้ พยายามถ่วงเวลาด้วยการไม่ยอมเอาบอลมาเตะ จน ฮาคาน อุนซาล หงุดหงิด จึงเตะบอลอัดไปโดนเข่าของเขา แต่ ริวัลโด้ กลับกุมไปที่ใบหน้าพร้อมกับร้องโอดโอย และนั่นทำให้นักเตะตุรกีถูกใบเหลืองที่ 2 ไล่ออกไป

จากจังหวะดังกล่าว ทำให้เขาถูกแฟนบอลทั่วโลก รวมถึงแฟนบอลบราซิลที่ไม่ชอบเขาเป็นทุนเดิมเย้ยหยันว่าเป็นพวกมารยา แสดงเก่งระดับออสการ์ ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ทีมได้รับชัยชนะโดยไม่คำนึงถึงน้ำใจนักกีฬา

“มันเป็นการแสดงที่น่ารังเกียจที่สมควรได้รับตำแหน่งเดียวกับเหตุการณ์ที่ โทนี ชูมัคเกอร์ ทำกับ พาทริค แบตติสตง ในปี 1982 หรือ แฮนด์ ออฟ ก็อด ในปีเดียวกัน” ริชาร์ด วิลเลียมส์ นักข่าวจาก กล่าวในบทความของเขา

มันกลายเป็นภาพจำติดตัวเขาว่าเป็นพวกขี้โกง บวกกับบุคลิกที่ดูหม่นหมองและปิดตัวเอง ทำให้เขาอยู่ห่างไกลจากความนิยม จนเป็นนักเตะที่ชาวบราซิลไม่รักไปอย่างน่าเศร้า จวบจนวันสุดท้ายในการเล่นให้ทีมชาติในปี 2003

ทิ้งไว้ข้างหลัง

อันที่จริง อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ ริวัลโด้ ไม่ค่อยได้รับการเชิดชู อาจจะเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของเขา เขาเป็นคนพูดน้อยและขี้อาย แถมยังต้องเผชิญกับคำดูถูกมาตั้งแต่เด็กๆ จนทำให้เขาเลือกที่จะไม่ตอบโต้หรือแก้ต่างภาพลักษณ์ของตัวเอง

“เขาเยือกเย็นและโฟกัสอยู่กับงานของตัวเอง เขาแค่ตั้งใจทำทุกวันให้ดีขึ้น” ซิเมา อดีตเพื่อนร่วมทีมบาร์เซโลน่ากล่าวกับ

“นอกสนามเขาเป็นคนขี้อายแต่ก็ใส่ใจคนอื่น ตอนที่เขาได้บัลลงดอร์ เขาถ่อมตัวในแบบของเขา เขาขอบคุณพวกเราเป็นรายบุคคลด้วยการมอบลูกบอลทองคำเล็กๆให้แก่พวกเราทุกคน”

นอกจากนี้ การที่เขาเติบโตขึ้นมาในยุคที่บราซิลมีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เต็มทีม โดยเฉพาะการมี โรนัลโด้ และ โรนัลดินโญ่ อยู่เคียงข้างในแนวรุก ยิ่งทำให้แสงที่ตกมาที่เขายิ่งน้อยลงจนไม่ได้รับการนับถือเท่าที่ควร

“ริวัลโด้ เป็นยอดนักเตะที่มักถูกมองข้าม ผมเชื่อว่ามันเป็นเพราะเขาเล่นอยู่ในยุคเดียวกับ โรนัลโด้ และ โรนัลดินโญ่” รุด กุลลิต กล่าวในบทความของ

แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญอีกแล้ว ในวัยย่าง 50 ปี เขาเลือกที่จะทิ้งคำวิจารณ์ไว้ข้างหลัง และย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกาเพื่อความสบายใจ โดยกลับไปบราซิลบ้างเป็นบางครั้ง

เพราะสำหรับเด็กด้อยโอกาสอย่างเขา ตอนนี้เขามาไกลมากแล้ว ไกลกว่าที่ตัวเองจะกล้าฝันเสียอีก

“ในฐานะเด็กจนๆ ความคิดที่ว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลก เป็นแชมป์โลกกับทีมชาติบราซิล ได้เล่นกับบาร์เซโลน่า ไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย” ริวัลโด้

“ความฝันของผมคือการได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพของ ซานตา ครูซ สำหรับผมแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”

UFABETWIN

UFABETWIN เต็มคาราเบล “มูรินโญ” ซูฮกฟอร์ม “ซานิโอโล” พร้อมส่งสารถึง “เวโรนา” ที่จมรองบ๊วย

UFABETWIN “โชเซ มูรินโญ” กุนซือเลือดฝอยทองของ “โรมา”

UFABETWIN  ออกมายกย่องฟอร์มการเล่นของ “นิโคโล ซานิโอโล” พร้อมส่งสารสำคัญถึง “เวโรนา” ที่กำลังจมรองบ๊วยของตารางในตอนนี้

โชเซ มูรินโญ ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกสของ “หมาป่าแห่งกรุงโรม” โรมา ทีมดังแห่งศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ออกมายกย่องฟอร์มการเล่นของ นิโคโล ซานิโอโล

ตัวรุกชาวอิตาลี ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมที่บุกไปเอาชนะ เวโรนา สิบคนด้วยสกอร์ 3-1 พร้อมส่งสารสำคัญถึงคู่แข่งที่กำลังจมรองบ๊วยของตารางในตอนนี้

เป็นที่เข้าใจกันว่าเกมนี้ ทีมเจ้าถิ่น เวโรนา ได้ประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 จาก พาเวล ดาวิโดวิชซ์ แต่ทีมเยือน โรมา ได้ 3 ประตูรวดจาก

นิโกโล ซานิโอโล นาทีที่ 45+2, คริสเตียน โวลปาโต นาทีที่ 88 และ สเตฟาน เอล ชาราวี นาทีที่ 90+2 ของเกมการแข่งขัน ทำให้มีเพิ่มเป็น 25 คะแนน จาก 12 นัด กลับขึ้นที่ 4 อีกครั้ง ขณะที่เจ้าบ้าน ไร้แต้มในเกมนี้ทำให้ยังคงมีแค่ 5 คะแนน จมอยู่รองบ๊วยของตารางต่อไป

ล่าสุดหลังจบเกมดังกล่าว โชเซ มูรินโญ ออกมากล่าวว่า “เขา (นิโกโล ซานิโอโล) เป็นนักเตะที่ดีและมีทัศนคติที่ยอดเยี่ยม เขามีความมุ่งมั่นที่ต้องการจะช่วยเหลือทีม ผมไม่เคยผิดหวังในตัวเขาเลยแม้เขาจะทำประตูไม่ได้

นั่นคือแนวทางที่ผมแฮปปี้กับตัวเขา ส่วนในภาพรวมของทีมผมแฮปปี้ที่เราชนะ เขาเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ส่วน เวโรนา ผมอยากเอาใจช่วยพวกเขานะ

พวกเขาแสดงความมุ่งมั่นเพื่อที่จะเก็บคะแนน พวกเขามีโค้ชที่เก่ง และปรับเกมได้ดีมากหลังจากที่ทีมเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน พวกเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ผมขอโทษด้วยจริงๆ”

สื่อเหงียนตีข่าว 1 กุนซือดังจ่อคุมทีมแทน “ซิโก้” หากไม่ต่อสัญญา ฮองอันห์ ยาลาย
สื่อเวียดนามพากันตีข่าว ตัวตายตัวแทน โค้ชซิโก้ ที่ฮองอันห์ ยาลาย กรณีไม่ต่อสัญญากับทีมในวีลีก

ความเคลื่อนไหวของ “โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือของ ฮองอันห์ ยาลาย ในศึกวีลีก 2022 ที่ตอนนี้ไม่มีลุ้นแชมป์ลีกแล้ว แต่ยังอยู่ในรอบรองชนะเลิศ ศึกเนชันส์ คัพ 2022
สื่อเวียดนามพากันตีข่าวหนาหูถึงตัวแทนของ

“โค้ชซิโก้” ที่ยังไม่มีการต่อสัญญากับทีม โดยจะมีการพูดคุยกับ ประธานสโมสรอย่าง ด่วน เหวียน ดึ๊ก และครอบครัว อีกครั้งหลังจบฤดูกาล โดยหากสิ้นสุดซีซั่น 2022 จะนับเป็นการกุมบังเหียนให้ ฮองอันห์ ยาลาย ครบ 2 ซีซั่นพอดี

ล่าสุด ชื่อของกุนซือคนใหม่ที่มีลุ้นเข้ามานั่งตำแหน่งแทน หากอดีตกุนซือทีมชาติไทยรายนี้ไม่ต่อสัญญา ก็มีดีกรีไม่ธรรมดา เพราะเขาคือ โรแบร์โต โดนาโดนี

UFABETWIN

 

อดีตนักเตะทีมชาติอิตาลี ชุดรองแชมป์โลกปี 1994

และอันดับ 3 ปี 1990 และยังเคยคุมทัพขุนพล “อัซซูรี” ระหว่างปี 2006-2008 ซึ่งได้ลุยในศึกสำคัญคือ ยูโร 2008 ผ่านด่านไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องรอดูสถานการณ์ของ “โค้ชซิโก้” ต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร แต่ก็มีมือดีดันไปใส่ชื่อโค้ชรายนี้ว่ามาคุมทีมแทนไปแล้วในวิกิพีเดีย

ชมคลิปจังหวะ ผู้รักษาประตูทีมสเปเซีย สุดโชคร้าย ข้อเท้าหักจากเกมลีกนัดล่าสุด ทำให้อดไปเล่นฟุตบอลโลก 2022 แน่นอนแล้ว

ควันหลงจากศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ฤดูกาล 2022-23 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่ง สเปเซีย บุกมาเอาชนะ เวโรนา ไป 2-1

เกมดังกล่าวมีเหตุการณ์สุดช็อกเกิดขึ้นในนาทีที่ 37 เมื่อ บาร์ตโลเมียจ ดรากอฟสกี ผู้รักษาประตูทีมชาติโปแลนด์ วัย 25 ปี ของ สเปเซีย พยายามวิ่งออกมาตัดบอลแล้วปะทะกับ เควิน ลาซานญา

แนวรุกของเวโรนา ทำให้ ดรากอฟสกี ข้อเท้าหัก ถึงขั้นหลั่งน้ำตาออกมาเลยทีเดียว ขณะที่เพื่อนร่วมทีมสเปเซียก็ถึงกับช็อกไปตามๆ กันทั้งนี้ จากการบาดเจ็บครั้งนี้ทำให้ ดรากอฟสกี จะไม่

ไปช่วย ทีมชาติโปแลนด์ ลุยศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบสุดท้าย ที่ประเทศกาตาร์ แน่นอนแล้ว โดย ยาคุบ คเวียตคอฟสกี กุนซือทีมชาติโปแลนด์

ได้เรียกตัว คามิล กราบารา อดีตนายด่านของ ลิเวอร์พูล วัย 23 ปี ที่ปัจจุบันเฝ้าเสาให้กับ เอฟซี โคเปนเฮเกน มาแทนที่

UFABETWIN พร้อมทุ่มอีก “คอนเต” ขอเสริม 3 แข้งยกระดับ “สเปอร์ส” ตำแหน่งไม่ซํ้า ตลาดหน้าหนาว

UFABETWIN อันโตนิโอ คอนเต กุนซือของ

สเปอร์ส ยื่นเรื่องไปยังบอร์ดบริหารของสโมสร หวังทุ่มซื้อ 3 นักเตะตลาดหน้าหนาว เสริมแกร่งไก่เดือยทอง

หลังจากที่ สเปอร์ส จัดการทุ่มซื้อนักเตะ ด้วยงบประมาณ 161 ล้านปอนด์ คว้า 11 นักเตะมาร่วมทีมช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยมีบิ๊กดีลหลายๆ ราย ไม่ว่าจะเป็น ริชาร์ลิสัน, อิวาน เปริซิช, เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์, เจด สเปนซ์ และ อีฟส์ บิสซูมา

อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ สเปอร์ส รั้งอันดับ 3 มี 26 คะแนน จากการแข่งขัน 13 นัด ตามหลังจ่าฝูง อาร์เซนอล 3 คะแนน

แต่แข่งมากกว่า 2 นัด อาจจะยังไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไร อีกทั้งปัจจุบัน ริชาร์ลิสัน มีปัญหาบาดเจ็บ ส่วน ฟอร์สเตอร์ และ สเปนซ์ ยังไม่ได้รับโอกาสมากนัก

ล่าสุด มีรายงานจาก ฟุตบอล อินไซเดอร์ เปิดเผยว่า อันโตนิโอ คอนเต กุนซือ “ไก่เดือยทอง” จัดการขอ บอร์ดบริหาร คว้านักเตะใหม่ 3 ราย โดยเป็น 3 ตำแหน่ง คือ กองหลัง

กองกลาง และกองหน้า เพราะนอกจากโปรแกรมลีกที่หนักหน่วงแล้ว ยังมีศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ที่รออยู่ โดยปัจจุบันมีโอกาสเข้ารอบสูง เพราะนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม ดี มี 8 คะแนน

หากชนะในเกมสุดท้ายกับ โอลิมปิก มาร์กเซย ในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ จะเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายทันที

สำหรับช่วงที่ผ่านมา แฟนบอลสเปอร์ส ได้ออกโรงเชียร์ให้คว้าตัว อเลสซานโดร บาสโตนี แข้งปราการหลังวัย 23 ปี จาก อินเตอร์ มิลาน ซึ่งประมาณค่าตัวไว้ที่ 43 ล้านปอนด์

UFABETWIN

และยังมีอีก 2 ทีมจากเมือง แมนเชสเตอร์

ที่เล็งแข้งรายนี้เช่นกัน เป็นจำนวนมาก เพราะอยากได้มาอุดรอยรั่วที่เสียไปแล้ว 16 ประตู มากที่สุดในทีมอันดับท็อป 5 ของลีก ในปัจจุบัน

ยิงกันสนั่น 7 ตุง “เปแอสเช” เบียดเฉือน “ทรัวส์” นำฝูงลีกเอิง หนีล็องส์ 5 แต้ม
ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เรียงหน้ายิงไม่ซ้ำหน้า เปิดบ้านเบียดชนะ ทรัวส์ ศึก ลีก เอิง ฝรั่งเศส

การแข่งขันฟุตบอล ลีก เอิง ฝรั่งเศส ฤดูกาล 2022-23 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 29 ต.ค. 65 คู่ที่น่าสนใจ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมจ่าฝูง เปิดสนามปาร์ค เดส์ แพรงซ์ รับการมาเยือนของ ทรัวส์ อันดับ 11 ของตาราง

ผลปรากฏว่า เปแอสเช เอาชนะ ทรัวส์ ไป 4-3 โดย เปแอสเช ได้ประตูจาก คาร์ลอส โซเลร์ นาทีที่ 24, ลิโอเนล เมสซี นาทีที่ 55, เนย์มาร์ นาทีที่ 62 และ คีเลียน เอ็มบัปเป นาทีที่ 76 ส่วน ทรัวส์ ได้จาก บัลเด 2 ลูก นาทีที่ 3 กับ 52 และ ปาลาเวอร์ซา นาทีที่ 88

ทั้งนี้ จากชัยชนะดังกล่าวทำให้ เปแอสเช เก็บเพิ่มเป็น 35 คะแนน หนี ล็องส์ อันดับ 2 ไปเป็น 5 คะแนน UFABETWIN

UFABETWIN เกี่ยวกันตรงไหน ? จัดฟุตบอลโลกทุก 2 ปี จะช่วยลดปัญหาผู้อพยพได้จริงหรือ

ถือเป็นประเด็นร้อนในวงการฟุตบอลหลัง จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่าคนปัจจุบันกล่าวว่า การจัดฟุตบอลโลกทุก 2 ปีจะช่วยลดปริมาณการเสียชีวิตของผู้อพยพชาวแอฟริกันที่ลี้ภัยข้ามทะเลมายังทวีปยุโรป

ไม่ต้องมีความรู้ทางเศรษฐกิจการเมืองก็พอจะมองออกว่านี่เป็นการจับแพะชนแกะครั้งใหญ่ของฟีฟ่า ที่จะผลักดันให้การจัดฟุตบอลโลกทุกสองปีเกิดขึ้นจริง แต่คุณสงสัยบ้างหรือไม่ว่า เหตุใดฟีฟ่าถึงกล้ายกเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างต่อหน้าสภายุโรป การจัดฟุตบอลโลกบ่อยขึ้นมันช่วยแก้ปัญหาอันเรื้อรังเรื่องนี้ได้จริงหรือ ?

จะพาไปทำความเข้าใจกันว่า เหตุใดการจัดฟุตบอลโลกทุกสองปีถึงถูกนำมาโยงกับปัญหาผู้อพยพ ? แล้วมันแก้ปัญหานี้จริงได้หรือไม่ ? ทำไมถึงไม่มีใครซื้อหรือเชื่อคำพูดนี้ ? กับบทสรุปที่แสดงให้เห็นถึงความเหลวไหลของฟีฟ่าที่พยายามทำทุกทางเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง

ฟุตบอลโลกปีละสองครั้ง เพื่อสร้างโอกาสแก่ผู้คนทั่วโลก

ประเด็นที่ถูกพูดถึงกันอย่างเป็นวงกว้างนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา หลัง จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่าคนปัจจุบันเดินทางไปร่วมงานประชุมสภาฤดูหนาวประจำปี 2022 ของสภายุโรป องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในกลุ่มประเทศยุโรป ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่หลังจบสงครามโลกครั้งที่สอง

ภายในการประชุมสภาฤดูหนาวครั้งดังกล่าว มีการอภิปรายถึงการทำงานของฝ่ายจัดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลในยุโรป โดยเฉพาะในแง่มุมของธุรกิจและคุณค่าของกีฬาฟุตบอล นอกจากนี้ยังจะมีการอภิปรายนโยบายการจัดแข่งขันกีฬาฟุตบอลท่ามกลางช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

อินฟานติโน่ ถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในวงการกีฬาที่ได้รับโอกาสชี้แจงและอธิบายถึงความเป็นไปของวงการฟุตบอลในปัจจุบันต่อบรรดานักกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชนซึ่งนั่งฟังอยู่ในสภายุโรป โดย อินฟานติโน่ ได้ชี้แจงแผนงานของตนที่เรียกว่า “อนาคตของฟุตบอล” อันมีการดำเนินงานสำคัญคือ ปรับเปลี่ยนให้ฟุตบอลโลกมาแข่งขันทุก 2 ปี จากเดิมที่แข่งขันทุก 4 ปี

“ผมเข้าใจว่าในทวีปยุโรป การแข่งขันฟุตบอลโลกจัดขึ้นเป็นประจำทุกสองสัปดาห์อยู่แล้ว เพราะว่านักฟุตบอลที่ดีที่สุดของโลกเล่นอยู่ในทวีปยุโรป เพราะฉะนั้นในทวีปยุโรปไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องเพิ่มความเป็นไปได้ในการจัดการแข่งขันที่อาจเกิดขึ้น” อินฟานติโน่ เปิดฉากข้อความที่เขาต้องการสื่อสารต่อสภายุโรป

“แต่ถ้าเราคิดถึงผู้คนที่อยู่ในภูมิภาคอื่นทั่วโลก รวมถึงผู้คนส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปที่ไม่มีโอกาสเห็นนักเตะระดับสุดยอดหรือไม่มีส่วนร่วมกับการแข่งขันระดับสูงสุด เราจำเป็นต้องคิดว่าฟุตบอลสามารถนำสิ่งใดมามอบให้แก่พวกเขาได้บ้าง ซึ่งมันต้องมีความหมายมากกว่าแค่เรื่องของกีฬา”

 

UFABETWIN

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า อินฟานติโน่ พยายามผลักดันให้การแข่งขันฟุตบอลโลกจัดขึ้นทุกสองปีมาตั้งแต่ตอนที่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานฟีฟ่า เมื่อปี 2016 ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าผลประโยชน์มหาศาลที่ฟีฟ่าจะได้รับถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ อินฟานติโน่ รวมถึงผู้เกี่ยวข้องเดินหน้าการปฏิรูปฟุตบอลโลกอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดีข้อความที่เขาสื่อสารกับสภายุโรปกลับปราศจากเรื่องของผลประโยชน์ในแง่ของธุรกิจที่วงการฟุตบอลจะได้รับ

อินฟานติโน่ เลือกจะชี้แจงว่า วงการฟุตบอลในปัจจุบันอยู่ในสภาวะ “รวยกระจุก จนกระจาย” ซึ่งกลุ่มคนที่รวยกระจุกคือบรรดาลีกชั้นนำในทวีปยุโรปที่ครอบครองนักเตะฝีเท้าดีและได้รับรายได้มหาศาลจากการแข่งขันฟุตบอลลีกที่เกิดขึ้นทุกสัปดาห์ ขณะที่วงการฟุตบอลในภูมิภาคอื่นของโลกไม่มีโอกาสได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ในระดับนี้

“โอกาส” คือคำที่ อินฟานติโน่ เลือกใช้ในการอภิปรายครั้งนี้ เขาบ่งชี้ว่าหากการแข่งขันในระดับสูงไม่สามารถเข้าถึงได้ในระดับเดียวกันทั่วโลก นั่นหมายความว่าจะมีผู้คนอีกหลายภูมิภาคทั่วโลกที่ปราศจากการเข้าถึงโอกาสที่ควรจะได้รับ และการดำเนินงานของฟีฟ่าในปัจจุบันคือการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมแก่ผู้คนทั่วทุกมุมโลกผ่านกีฬาฟุตบอล โดย อินฟานติโน่ เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ หากเขาสามารถจัดฟุตบอลโลกให้เกิดขึ้นทุกสองปี

“ฟุตบอลเป็นเรื่องของโอกาส เป็นเรื่องของความหวัง เป็นเรื่องของฟุตบอลทีมชาติ เราไม่สามารถพูดได้ว่าผู้คนทั่วโลกจะจ่ายเงินให้กับพวกเรา (วงการฟุตบอลยุโรป) แต่พวกเขาดูฟุตบอลของเราในทีวี เพราะฉะนั้นเราต้องดึงพวกเขาให้เข้ามามีส่วนร่วม” อินฟานติโน่ กำลังจะกล่าวประโยคเด็ดที่จะเป็นประเด็นไปทั่วโลกในไม่ช้า

“เราจำเป็นต้องหาทางออกเพื่อรวบรวมผู้คนทั่วโลกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับเรา เพื่อมอบความหวังแก่ชาวแอฟริกัน พวกเขาจะได้ไม่ต้องเดินทางข้ามทะเลเมอร์ดิเตอเรเนียนเพื่อค้นหาชีวิตที่ดีกว่า ซึ่งสุดท้ายมันเหมือนกับว่าพวกเขาเดินทางมาตายกลางทะเลเสียมากกว่า”

“เราจำเป็นต้องมอบโอกาส มอบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แก่พวกเขา ไม่ใช่จากการกุศล แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกมีส่วนร่วมกับกีฬาฟุตบอล บางทีฟุตบอลโลกทุกสองปีอาจไม่ใช่คำตอบ แต่เรากำลังพูดคุยกันเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้”

ฟุตบอลโลกแก้ปัญหาผู้อพยพได้จริงหรือ ?

ทันทีที่คำพูดของประธานฟีฟ่าในการอภิปรายของสภายุโรปออกสู่สายตาสาธารณชน อินฟานติโน่ ถูกวิจารณ์จากทั่วทุกสารทิศแทบจะทันที โดยประโยคสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นเป้าโจมตีคือการหยิบยกเรื่องราวของผู้อพยพชาวแอฟริกันซึ่งเสียชีวิตเป็นจำนวนมากในแต่ละปี เพื่อมาผลักดันให้โปรเจ็กต์ฟุตบอลของตนได้รับการยอมรับจากบรรดานักสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายในยุโรป

ก่อนอื่นคงต้องอธิบายให้เข้าใจกันก่อนว่า การอพยพของชาวแอฟริกันสู่ทวีปยุโรปถือเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกของภูมิภาคแห่งนี้มายาวนานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสิบปีหลังจากที่เกิดกระแส “ประชานิยมฝ่ายขวา” ในยุโรป ซึ่งมีเหตุมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังวิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ เมื่อปี 2008 ที่นำไปสู่แนวคิดต่อต้านระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ จนเปิดทางให้แนวคิดชาตินิยมกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในยุโรป

ประชานิยมฝ่ายขวา จึงมีแนวคิดหลักคือการต่อต้านลัทธิโลกาภิวัตน์และความคิดหัวก้าวหน้าทั้งปวง โดยชูเรื่องวัฒนธรรมอันดีงามของชาติและแนวคิดอนุรักษ์นิยมเป็นสำคัญ โดยใจความทั้งหมดคือการรักษาและปกป้องสิทธิของพลเมืองที่แท้จริงในชาติเอาไว้

ดังนั้นแล้วศัตรูที่ร้ายกาจของบุคคลผู้นิยมแนวคิดประชานิยมฝ่ายขวาจึงเป็น “ผู้อพยพจากต่างแดน” เพราะผู้อพยพเหล่านี้จะเข้ามาแย่งชิงสิทธิของชาวยุโรปที่แท้จริง แถมยังมีแนวโน้มจะเข้ามาปรับเปลี่ยนหรือลดทอนความสำคัญของวัฒนธรรมอันดีงามในชาติ

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ อินฟานติโน่ จะโยงเรื่องผู้อพยพมาเป็นเหตุผลในแผนการพัฒนาวงการฟุตบอลยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าบรรดานักสิทธิมนุษยชนในสภายุโรป เพราะปัญหาผู้อพยพกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนถือเป็นของคู่กันกับทวีปยุโรป ซึ่งนำมาสู่การถกเถียงอย่างไม่จบสิ้นว่า

รัฐบาลยุโรปควรเปิดรับและปฏิบัติกับผู้อพยพในระดับไหนจึงจะเกิดความเหมาะสม เพราะแม้แต่ประเทศหัวก้าวหน้าที่มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าและคิดถึงส่วนรวมเป็นที่ตั้งอย่าง เดนมาร์ก ยังมีท่าทีที่เปลี่ยนไปต่อผู้อพยพในช่วงหลัง จนออกกฎหมายส่งผู้อพยพกลับบ้านในแอฟริกาหรือตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนจนถูกวิจารณ์ไปทั่วโลก

หากโปรเจ็กต์จัดการแข่งขันฟุตบอลโลกทุกสองปีของอินฟานติโน่ สามารถยุติการข้ามทะเลของผู้อพยพได้จริง แน่นอนว่าหลายประเทศในทวีปยุโรปจะต้องเห็นดีเห็นงามไปกับฟีฟ่าอย่างแน่นอน เพราะท้ายที่สุดมันจะเป็นการยุติปัญหาที่เรื้อรังในยุโรปมานานกว่าสิบปีได้เสียที

อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายต่างรู้ดีว่า การจัดฟุตบอลโลกทุกสองปีไม่สามารถหยุดยั้งการอพยพสู่ทวีปยุโรปของชาวแอฟริกันตามที่ประธานฟีฟ่ากล่าวอ้าง และคำพูดของ อินฟานติโน่ มีไว้เพื่อหว่านล้อมให้แผนงานของเขาได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจในยุโรปเท่านั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อช่วยเหลือหรือมอบโอกาสให้แก่ชาวแอฟริกันตามที่เขาพยายามนำเสนอ

“อินฟานติโน่จะไปไกลถึงขนาดไหนเนี่ย ? การโยงความตายในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อขายแผนการเพ้อฝัน ทำให้ผมหมดคำพูดไปเลย” โรนาน อีแวน ประธานเครือข่ายแฟนบอลยุโรป ทวิตหลังเห็นคำพูดของอินฟานติโน่

หากอยากเข้าใจว่าเหตุใด การจัดฟุตบอลโลกทุกสองปีจะไม่มีทางหยุดยั้งการอพยพสู่ทวีปยุโรปของชาวแอฟริกัน คงต้องพูดถึงคู่กรณีของ อินฟานติโน่ ที่ออกมาอภิปรายฝ่ายจัดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลในยุโรป นั่นคือ ลอร์ด จอร์จ ฟอลคส์ หรือ บารอนฟอลคส์แห่งคัมนอค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสกอตแลนด์ ผู้ทำงานในสภาแห่งยุโรปมาตั้งแต่ปี 2003

ลอร์ด จอร์จ ฟอลคส์ ถือเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่มีความสำคัญในพรรคแรงงานของอังกฤษ และถือเป็นหนึ่งในขุนพลสำคัญของกระแส “พรรคแรงงานใหม่” ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี โทนี แบลร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำพรรคแรงงานที่มีแนวคิดเอียงขวามากที่สุดคนหนึ่ง จากระบบเศรษฐกิจการเมือง ทางที่สาม ที่หันหลังให้แนวคิดฝ่ายซ้ายเดิมแล้วเปิดรับอิทธิพลของเสรีนิยมใหม่

UFABETWIN

 

ดังนั้นแล้ว ลอร์ด ฟอลคส์ จึงไม่ใช่นักการเมืองอันเป็นที่รักของประชาชนระดับรากหญ้า เขาเคยมีประวัติชกต่อยกับตำรวจขณะมึนเมา และมีแนวคิดต่อต้านการแบ่งแยกสกอตแลนด์ออกจากสหราชอาณาจักร แถมยังสนับสนุนการทำสงครามอิรักของกองทัพอังกฤษ

ทั้งยังเคยวิจารณ์ เจเรมี่ คอร์บิน ผู้นำพรรคแรงงานในช่วงปี 2015-2020 โดยกล่าวอ้างว่า คอร์บิน ทำลายความสามัคคีของพรรค หลังผู้นำพรรคแรงงานคนดังกล่าวเลือกดึงนโยบายประชาธิปไตยสังคมนิยมเต็มรูปแบบมาใช้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี

สรุปคือ ลอร์ด ฟอลคส์ ถือเป็นนักการเมืองฝั่งซ้ายที่ขวามากที่สุดคนหนึ่ง นั่นหมายถึงเขาเป็นบุคคลที่สนับสนุนเศรษฐกิจทุนนิยมสุดขั้ว ซึ่งดูเหมือนจะไปกันได้ดีกับแนวคิดสร้างโอกาสแก่ผู้คนทั่วโลกของอินฟานติโน่ อันเป็นแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลจากลัทธิเสรีนิยมใหม่เกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ตัดสินใจคัดค้านการจัดฟุตบอลโลกทุกสองปี ซึ่งความจริงแล้ว ลอร์ด ฟอลคส์ เคยเป็นที่ปรึกษาแผนการปฏิรูปฟุตบอลของฟีฟ่าอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะถอยห่างออกมาในช่วงปลายปี 2021

ลอร์ด ฟอลคส์ ได้ตั้งคำถามถึงความสมควรในการจัดฟุตบอลโลกทุกสองปี และยังเน้นย้ำให้ฟีฟ่าแก้ไขปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นเนื่องจากผลกระทบของวงการกีฬา แทนจะเดินหน้าจัดการแข่งขันโดยใช้ “ความโลภ” เป็นที่ตั้ง ซึ่งประโยคหลังนี้สะท้อนเจตนาที่แท้จริงของการจัดฟุตบอลโลกทุกสองปี เพราะทุกแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลจากเสรีนิยมใหม่ล้วนเอากำไรเป็นที่ตั้งทั้งสิ้น

เมื่อบวกกับการละเลยจะแก้ไขปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศกาตาร์ของฟีฟ่า หลังเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2022 ได้มีการใช้แรงงานผู้อพยพอย่างหนัก จนนำมาสู่การเสียชีวิตอันเป็นปริศนามากมาย ซึ่งรัฐบาลกาตาร์ได้ใช้อำนาจเพื่อไม่ให้มีการสอบสวนใด ๆ ทั้งสิ้น และทางฟีฟ่าก็ทำเป็นไม่รับรู้เรื่องดังกล่าว

การกระจายสิทธิเจ้าภาพฟุตบอลโลกไปยังหลายภูมิภาคทั่วโลกถือเป็นแผนงานที่ได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ เช่นเดียวกับ การจัดฟุตบอลโลกทุกสองปี และผลลัพธ์ได้แสดงให้เห็นอีกครั้ง เช่นเดียวกับการละเมิดสิทธิแรงงานของ ต่อชาวอุยกูร์ในประเทศจีนว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่เปิดทางให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากกว่าจะปกป้องสิทธิมนุษยชนของแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแรงงานผู้อพยพ

คำพูดของ อินฟานติโน่ จึงมีความขัดแย้งในตัวเองสูงมาก เพราะขณะที่เขาลั่นวาจาว่ากีฬาฟุตบอลจะช่วยให้ชาวแอฟริกันมีชีวิตที่ดีในบ้านเกิดจนไม่จำเป็นต้องอพยพมายุโรป ในประเทศกาตาร์กำลังเกิดการละเมิดสิทธิแรงงานผู้อพยพมากมาย ซึ่งเกิดจากการจัดแข่งขันกีฬาฟุตบอลของฟีฟ่า สำคัญที่สุด ฟีฟ่า ไม่คิดจะลงมือแก้ปัญหานี้เลยด้วยซ้ำ เพราะท้ายที่สุดแล้วทุกแนวคิดของฟีฟ่าได้รับอิทธิพลจากเสรีนิยมใหม่ ซึ่งมองกำไรเป็นที่ตั้งเท่านั้น

“ฟีฟ่าคือองค์กรมหาเศรษฐีพันล้านที่คิดแต่เรื่องการหากำไรเข้ากระเป๋า พวกเขามีเงินทุนมากพอจะลงทุนเพื่อสร้างสรรค์โอกาสและเติมแรงบันดาลใจให้กับแก่ผู้คนที่เสียเปรียบด้านโอกาสทั่วโลก” โทนี เบอร์เน็ต ประธานองค์กรการกุศล กล่าวโจมตี ฟีฟ่า ที่ใช้ผู้อพยพมาเป็นข้ออ้างในการผลักดันการจัดฟุตบอลโลกทุกสองปี

“เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้เลยที่เขากล่าวอ้างว่าการจัดฟุตบอลโลกทุกสองปีจะช่วยเหลือผู้อพยพที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อมาหาชีวิตใหม่ ซึ่งบางครั้งพวกเขาแค่หนีภัยสงครามในประเทศ เพราะใจความหลักของแผนการนี้คือการเพิ่มกำไรให้ฟีฟ่าเท่านั้น”

แม้ อินฟานติโน่ จะออกมาชี้แจงคำพูดของเขาใหม่ในภายหลัง แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของฟีฟ่า ที่มีต่อแฟนฟุตบอลทั่วโลก สำหรับการพยายามผลักดันการจัดฟุตบอลโลกทุกสองปีจนกล้าเอาชีวิตและความเป็นความตายของชาวแอฟริกันมาเป็นข้ออ้าง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติเพื่อนมนุษย์อย่างยิ่ง

สิ่งหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ตรงนี้คือ การจัดฟุตบอลโลกทุกสองปีจะไม่ช่วยเหลือปัญหาผู้อพยพที่เกิดในปัจจุบัน และมีโอกาสที่จะทำให้ปัญหาลุกลามเพิ่มมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ นี่จึงเป็นอีกครั้งที่ความโลภครอบงำฟีฟ่าจนพวกเขาเลือกที่จะพูดอะไรที่เข้าขั้น “เหลวไหล” ออกมา ซึ่งรอบนี้กลับกลายเป็นคำพูดของประธานฟีฟ่า บุคคลที่ควรจะเชื่อถือได้มากที่สุดในองค์กรเสียเอง

“เพื่อนของผมมากมายในฮิวแมนไรท์วอทช์มีโอกาสนั่งพูดคุยกับผู้อพยพจากทั่วโลกแทบทุกวัน พวกเราเขียนรายงานเกี่ยวกับเหตุผลของการถูกทำร้าย ความยากลำบากที่ทำให้พวกเขาต้องจากบ้านเกิดมา พวกเขาไม่เคยกล่าวถึงช่วงเวลาในการจัดแข่งขันฟุตบอลโลกเลยแม้แต่ครั้งเดียว” แอนดรูว์ สโตรไลน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อภาคพื้นยุโรปของฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวถึงความเหลวไหลของ ฟีฟ่าและ อินฟานติโน่ ได้อย่างตรงประเด็นที่สุด

UFABETWIN

UFABETWIN ตัวท็อปทั้งนั้น : ทำไมนักเตะดัตช์มักมีเชื้อสายซูรินามแต่ไม่ค่อยเล่นให้ทีมชาติซูรินาม?

รุด กุลลิต, แฟรงก์ ไรจ์การ์ด, เอ็ดการ์ ดาวิดส์, คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ, แพทริก ไคลเวิร์ต, จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงก์ และอีกหลายคน คือนักเตะคนสำคัญของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ที่มีเชื้อสายซูรินาม

พวกเขาลงเล่นรับใช้ทัพอัศวินสีส้ม ช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จและกลายเป็นทีมแถวหน้าของยุโรป แต่กลับกัน อีกสัญชาติของพวกเขาล่ะ ทำไมจึงไม่มีใครเล่นให้ทีมชาติซูรินามบ้าง?

เรื่องนี้มีที่มา จากอดีตจนถึงการเปลี่ยนแปลง ณ ปัจจุบันของทีมชาติซูรินามเป็นเช่นไรบ้าง?

การอพยพที่ปฏิวัติฟุตบอลดัตช์

ซูรินาม เป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ พวกเขาเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในทวีปและมีประชากรราว 5 แสนคนเท่านั้น

ซูรินาม มีวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่คล้ายคลึงกับชาติในแถบทะเลแคริบเบียนที่สร้างรายได้เข้าประเทศจากการทำประมงและผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว กล้วย น้ำตาล แต่สินค้าส่งออกที่โด่งดังที่สุดของพวกเขาอีกอย่างก็คือ “นักฟุตบอล”

รุด กุลลิต, แฟรงก์ ไรจ์การ์ด, เอ็ดการ์ ดาวิดส์, คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ, แพทริก ไคลเวิร์ต, จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงก์ รวมถึงนักเตะทีมชาติเนเธอร์แลนด์อีกมากมายหลายชื่อ พวกเขาเหล่านี้ต่างมีเชื้อสายซูรินามทั้งสิ้น ประเทศที่อยู่ในแถบแคริเบียนไปเกี่ยวข้องและมีอิทธิพลกับฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ได้อย่างไร?

เรื่องดังกล่าวต้องย้อนกลับไปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งซูรินามตกเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ พวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์” ถูกใช้เป็นสถานที่เพาะปลูกและจัดหาสินค้าเข้าสู่เมืองใหญ่ แน่นอนว่าในยุคนั้นยังเป็นยุคค้าทาส ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชาวดัตช์ที่มีอำนาจได้ซื้อตัวทาสจากทวีปแอฟริกาไปเพื่อใช้ในการเพาะปลูก ทำงานเกษตร และอุตสาหกรรมต่างๆ

แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่ทาสชาวแอฟริกันเท่านั้น เพราะเมื่อถึงวันที่งานมากกว่าคน ชาวดัตช์ได้เปลี่ยนประชากรท้องถิ่นชาวซูรินามให้เป็นทาสที่งานส่วนใหญ่คือการทำงานในไร่นาและถูกปฏิบัติอย่างโหดเหี้ยม มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเกิดความเกลียดชังที่ฝังรากกันมาตั้งแต่ยุคนั้น

ซูรินามต้องอยู่ภายใต้การปกครองของเนเธอร์แลนด์นานกว่า 300 ปี กระทั่งได้รับอิสรภาพกลายเป็นประเทศเอกราชที่ปกครองด้วยตนเองในปี 1975 แม้จะยังมีขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นชาวดัตช์แฝงอยู่ก็ตาม

 

UFABETWIN

การถูกกดขี่มากว่า 300 ปี ส่งผลให้ต่อให้ซูรินามจะกลายเป็นประเทศอิสระ แต่ชาวซูรินามก็ไม่สามารถหาทางลืมตาอ้าปากในประเทศของตัวเองได้ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวซูรินามเริ่มอพยพไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดน บางกลุ่มไปที่สหรัฐอเมริกาหรือแคนาดาที่อยู่ในทวีปเดียวกัน และบางกลุ่มก็ได้ย้ายไปยัง เนเธอร์แลนด์ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมนักเตะดัตช์หลายคนจึงมีเชื้อสายซูรินาม โดยเฉพาะกลุ่มนักเตะแถวหน้าที่กลายเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมประสบความสำเร็จจนกลายเป็นทีมแถวหน้าในยุโรป

รุด กุลลิต, แฟรงก์ ไรจ์การ์ด, เอ็ดการ์ ดาวิดส์, คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ, แพทริก ไคลเวิร์ต, จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงก์ และอีกหลายคนที่ไม่ได้กล่าวถึง รายชื่อเหล่านี้คือนักเตะดัตช์เชื้อสายซูรินามฝีเท้าดีทั้งสิ้น

พวกเขาทั้งหมดเลือกเล่นให้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ตามที่หลายคนรู้กัน แต่คำถามคือทำไมไม่มีใครสักคนที่เลือกเล่นให้กับทีมชาติซูรินามที่เป็นอีกสัญชาติของพวกเขาบ้างล่ะ? เรื่องนี้มีที่มา..

บอลไม่เน้น เน้นศักดิ์ศรี

มันมีสาเหตุที่ซูรินามไม่ได้เลือกใช้นักเตะ 2 สัญชาติติดทีมชาติเลยในช่วงแรกเริ่มของการก่อตั้งทีมชาติ เรื่องนี้เข้าใจได้ง่ายๆ เพราะมันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและความหยิ่งทะนงของพวกเขาเอง

การเป็นประเทศราชของเนเธอร์แลนด์ในยุคล่าอาณานิคมนั้น สำหรับชาวซูรินาม ถือเป็นประสบการณ์การถูกกดขี่ที่ขมขื่นสำหรับพวกเขา ดังนั้น รัฐบาลซูรินามจึงได้ตัดสินใจว่านักเตะที่ย้ายไปเล่นฟุตบอลที่เนเธอร์แลนด์หรือถือครองสองสัญชาติจะไม่มีสิทธิ์ในการเป็นสมาชิกทีมชาติซูรินาม

เรื่องนี้มันอาจจะเป็นการตัดกำลังตัวเองไปในตัว เพราะซูรินามเองก็ไม่ได้มีลีกฟุตบอลที่แข็งแกร่ง พวกเขามีลีกฟุตบอลในประเทศก็จริง แต่มีเพียงพีระมิดเดียว มีการแข่งขันน้อย เช่นเดียวกับอัตราค่าจ้างและการลงทุนของของทีมต่างๆในประเทศ ทำให้นักเตะสัญชาติซูรินามที่ไม่ได้เล่นและเติบโตในเนเธอร์แลนด์เป็นนักเตะที่ยังมีคุณภาพน้อยเป็นเงาตามตัว

ขณะเดียวกัน นักเตะซูรินามที่เป็นดาวรุ่งฝีเท้าดีที่มีแววจะกลายเป็นนักเตะที่ดีในอนาคต พวกเขาก็มองข้ามการเล่นในลีกฟุตบอลในประเทศไปด้วย เนื่องจากการไปเล่นในเนเธอร์แลนด์นั้นมอบโอกาสกับชีวิตให้พวกเขาได้มากกว่า เช่น รุด กุลลิต กับ เอ็ดการ์ ดาวิดส์ ซึ่งเกิดที่ซูรินาม พวกเขาก็มุ่งตรงไปยังเนเธอร์แลนด์เพื่อชีวิตใหม่ที่ดีกว่า โดยทิ้งโอกาสการเล่นให้ทีมชาติซูรินามไปแบบไม่มีอะไรต้องเสียดายนัก

การมุ่งหน้าสู่เนเธอร์แลนด์เปรียบเสมือนวิกฤตสมองไหลของฟุตบอลทีมชาติซูรินาม แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะทางเลือกในการไปยังเนเธอร์แลนด์นั้นมีโอกาสเติบโตกว่ามาก เมื่อหันกลับมามองที่ซูรินาม รัฐบาลของพวกเขาก็ดูจะไม่สนใจและยึดมั่นคำเดิมเสมอไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาเลือกแต่นักเตะที่อยากจะเล่นให้ซูรินามจริงๆเท่านั้น ใครที่ย้ายไปเนเธอร์แลนด์และไม่สนใจการติดทีมชาติซูรินาม พวกเขาก็ไม่เคยง้อและเรียกร้องให้กลับมาติดทีมชาติใดๆทั้งสิ้น นี่คือเหตุผลที่ทำให้ฟุตบอลทีมชาติซูรินามซบเซามาอย่างยาวนาน

จนกระทั่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงมาบังเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทีมชาติซูรินามเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ส่งจดหมายเชิญนักเตะสัญชาติซูรินามที่เล่นในเนเธอร์แลนด์และทั่วยุโรปให้กลับมาติดทีมชาติซูรินาม

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากชายที่มีชื่อว่า จอห์น คริชห์นาดัท ผู้ปฏิวัติทีมชาติซูรินามสู่ทีมยุคใหม่ที่แข็งแกร่งขึ้นด้วยนักเตะสองสัญชาตินั่นเอง

 

UFABETWIN

โลกยุคใหม่เปิดกว้างเพื่อทีมชาติ

จอห์น คริชห์นาดัท ชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นประธานสมาคมฟุตบอลซูรินามในปี 2009 หลังจากรับงานเขาได้พูดคุยและเข้าประชุมกับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ เพื่อปรึกษาเรื่องแผนพัฒนาวงการฟุตบอลซูรินามในยุคของเขา

เป็นหัวเรือใหญ่ในการผลักดันให้ คริชห์นาดัท ได้ลองเปิดใจเลือกนักเตะสองสัญชาติมาติดทีมชาติดู และมีการเปิดเผยข้อมูลว่ามีนักเตะหลายคนในยุโรปที่มีเชื้อสายซูรินาม และส่วนใหญ็ไม่เคยติดทีมชาติชุดใหญ่ให้กับชาติในยุโรปด้วย

คริชห์นาดัท เล่าว่า เขาได้แนวคิดนี้มาจากทีมชาติแอลจีเรียที่มีพัฒนาการด้านฟุตบอลอย่างรวดเร็ว หลังมีการเลือกนักเตะสองสัญชาติมาติดทีมชาติ จนกระทั่งแอลจีเรียกลายเป็นทีมแกร่งแถวหน้าของทวีปแอฟริกา โดยมีกำลังหลักจากนักเตะที่ลงเล่นในลีกฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่

คริชห์นาดัท แทงเรื่องดังกล่าวไปยังรัฐบาลซูรินาม เพื่อให้นำเรื่องนี้ขึ้นเป็นมติแห่งชาติ เขาขอให้มีการเปิดรับนักเตะสองสัญชาติให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถเดินทางเข้ามายังประเทศซูรินาม และขอเงินทุนพิเศษสำหรับนักเตะสองสัญชาติที่เลือกมาเล่นให้กับซูรินามเพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจให้เพิ่มมากขึ้น โดยเป้าหมายคือการไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี 2018 นั่นเอง

การเสนอของ คริชห์นาดัท ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภาของซูรินามทั้งหมด 51 เสียงและผ่านมติฉลุย จากนั้นการส่งเทียบเชิญนักเตะ 2 สัญชาติจำนวน 100 คนก็เริ่มขึ้น ซึ่งการส่งจดหมายเชิญครั้งนี้ได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดี โดยมีนักเตะถึง 85 คนที่ตอบรับการเชิญชวนของซูรินาม และมีนักเตะหลายคนที่มีประสบการณ์ระดับสูงเช่น ไรอัน ดองค์ ที่เคยเล่นในพรีเมียร์ลีกกับ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน, ฟลอเรียน โจเซฟซูน ที่เคยเล่นให้กับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้, ดิเอโก บิเซสวาร์ ที่อยู่ในทีมชุดใหญ่ของ เฟเยนูร์ด เป็นต้น

ปัจจุบัน ทีมชาติซูรินามก็แข็งแกร่งขึ้นแบบก้าวกระโดด เห็นได้จากในช่วงก่อนปี 2009 พวกเขายังคงอยู่ในอันดับที่ 190 ของ ฟีฟ่าแรงกิ้งอยู่เลย ทว่าปัจจุบันซูรินามทำอันดับขยับขึ้นมาอยู่ที่ 140 ของโลก และยังสู้กับชาติในโซนคอนคาเคฟแถวหน้าได้อย่างสนุก โดยในการคัดเลือกฟุตบอลโลก 2022 แม้พวกเขาจะตกรอบคัดเลือกรอบแรก แต่ก็จบอันดับ 2 จากการคัดเฉพาะแชมป์กลุ่มทีมเดียวที่ได้ไปต่อ โดยแพ้ให้กับ แคนาดา แชมป์กลุ่มแค่ทีมเดียวเท่านั้น

คริชห์นาดัท ที่ยังนั่งเก้าอี้ตำแหน่งประธานสมาคมฟุตบอลของซูรินามมาจนถึงทุกวันนี้ยืนยันว่า การเลือกใช้นักเตะ 2 สัญชาติเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นในการพัฒนาระยะยาวเท่านั้น ต่อจากนี้ ซูรินามจะติดตามฟอร์มนักเตะ 2 สัญชาติตั้งแต่รุ่นเยาวชน มีแผนการพัฒนามาตั้งแต่ฟุตบอลเด็ก และจะเพิ่มรายได้ให้กับบุคลากรฟุตบอลในประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ทั้งหมดนี้คือแนวทางที่ ซูรินาม เลือกใช้มาตลอดหลายปีหลัง ต่อจากนี้พวกเขาจะมีนักเตะที่ดีขึ้นจากการเปิดใจให้กับนักเตะ 2 สัญชาติ ไม่แน่ว่าเราอาจจะเห็น นิว กุลลิต, นิว เซดอร์ฟ หรือ นิว ไคลเวิร์ต ลงเล่นในฐานะนักเตะทีมชาติซูรินามก็เป็นได้

UFABETWIN

UFABETWIN “ไวนัลดุม” ขาหักระหว่างฝึกซ้อมกับ โรมา ส่อชวดบอลโลก กาตาร์

UFABETWIN จินี ไวนัลดุม มิดฟิลด์ทีมชาติ เนเธอร์แลนด์

UFABETWIN อาเอส โรมา แห่งศึก กัลโช เซเรีย อา อิตาลี ประสบเหตุขาหักในการฝึกซ้อมร่วมกับต้นสังกัดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ส่งผลให้ต้องพักรักษาตัวยาวจากอาการบาดเจ็บดังกล่าวและมีความเป็นไปได้สูงที่เจ้าตัวจะชวดมีส่วนร่วมกับทัพ อัศวินสีส้ม โม่แข้งในทัวร์นาเมนต์ ฟุตบอลโลก กาตาร์ 2022 ปลายปีนี้

ห้องเครื่องวัย 31 ปีเพิ่งบรรลุข้อตกลงย้ายจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ร่วมทัพ โรมา ภายใต้สัญญายืมตัวเมื่อ 2 สัปดาห์

ก่อนหน้านี้ และเพิ่งลงสนามในนามทัพ หมาป่า ไปเพียง 1 นัดในฐานะตัวสำรอง แมตช์ที่ต้นสังกัดบุกไปเฉือนเอาชนะ ซาแลร์นิตานา 1-0 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา

“สโมสรยืนยันการตรวจ พบอาการแตกหัก ของกระดูกส่วน ทิเบีย (หน้าแข้ง) ที่ขาขวา” เว็บไซต์อย่างเป็นทาง การของพลพรรค หมาป่าแห่งกรุงโรม อัพเดทสถานการณ์บาดเจ็บของกองกลางวัย 31 ปี

อย่างไรก็ตาม พวกเขายังไม่ได้ระบุถึงช่วงเวลาที่คาดว่า ไวนัลดุม จะต้องพักรักษาตัวจากอาการเดี้ยงดังกล่าวแต่อย่างใด

โดยมิดฟิลด์ชาว ดัตช์ จะเข้ารับการตรวจอาการบาดเจ็บอย่างละเอียดอีกครั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้าขณะที่ทัพ กังหันลม มีคิวหวด เวิลด์คัพ นัดแรกในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ซึ่งพวกเขาอยู่ใน กลุ่มเอ ร่วมกับ เซเนกัล, เอกวาดอร์ และเจ้าภาพ กาตาร์

“สมอลลิ่ง” โขกชัย! โรม่า เฉือน เครโมเนเซ่ 1-0 ศึกกัลโช่ เซเรีย อา เกมการแข่งขัน ศึกฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ฤดูกาล 2022/23 นัดที่ 2 ที่สนาม สตาดิโอ โอลิมปิโก้ ระหว่าง โรม่า รับการมาเยือนของน้องใหม่อย่าง เครโมเนเซ่

โรม่า จัดทัพนำมาโดย จานลูก้า มันชินี่, คริส สมอลลิ่ง, เปาโล ดิบาล่า, นิโกโล่ ซานิโอโล่ และ แทมมี่ อับราฮัมส่วนเครโมเนเซ่ ส่ง เอ็มมานูเอล วาเลรี่,ลูก้า ซานิมัชเชีย,ซีริล เดสเซอร์ส,เดวิด โอเคเรเค่ ลงสนามป็นแนวรุก

ผลปรากฏว่าเป็น โรม่าเจ้าบ้านที่เป็นฝ่าย เฉือนชนะ เครโมเนเซ่ 1-0 โดยได้ประตูชัย ในครึ่งหลั งจากจังหวะ เตะมุม ของ ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ ที่โยนมาให้ คริส สมอลลิ่ง โหม่งย้อนตัวผู้รักษาประตูจาก

เครโมเนเซ่ เข้าไปตุงตาข่าย ส่งผลให้ โรม่า เก็บเพิ่ม 3 คะอนนมีเป็น 6 คะแนนเต็ม อลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูของ ลิเวอร์พูล ออกมายอมรับว่าทีมของเขาโดนทีมอื่นจับทางการเล่นได้หมดแล้ว

และส่งผลให้ต้องพบ เจอกับความยากลำบาก และไม่สามารถเก็บ ผลการแข่งขันได้ตามที่ต้องการหลัง จบเกม พรีเมียร์ลีก ที่พ่ายต่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อคืนที่ผ่านมา ตามรายงานจาก ลิเวอร์พูลเอ็คโค

UFABETWIN

ทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังไม่ชนะใครใน

3 เกมแรกของ ฤดูกาลโดย พวกเขาบุก ไปโดนทีม ปีศาจแดง เฉือนไปด้วยสกอร์ 2-1 ในศึกแดงเดือดเมื่อคืนวันจันทร์ ทำให้มีเพียง 2 คะแนน และรั้งอันดับ 16 ของตารางอยู่ในขณะนี้

อลิสซอน ให้สัมภาษณ์ หลังจบเกมโดย เชื่อว่าการที่ผลงานในฤดูกาลนี้ ของพวกเขาตกต่ำลง สาเหตุหนึ่งมา จากหลาย ๆ ทีมเริ่มจับทางการเล่นได้และมีการแก้เกม จนสามารถแบ่งแต้ม หรือเอาชนะพวกเขาได้

“หลายทีมเมื่อเล่นกับเรา พวกเขารู้ว่าเราจะเล่นกันอย่างไร และพยายามที่จะใช้ประโยชน์ตรงจุดนั้น และเอามาใช้กับเรา บางอย่าง ส่วนใหญ่ แล้วมันก็ได้ผล แต่บางครั้งเราก็โดนลงโทษจากสิ่งเหล่านั้น และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้”

“บางทีเราต้องการความสมบูรณ์แบบในเกมมากกว่านี้ มันเป็นเรื่องยากที่จะทำแบบนั้น แต่ในฐานะทีมที่เราอยู่ด้วยกันมา เราสามารถทำได้และ สามารถพัฒนาได้ เราแค่ต้อง ทำงานหนักในการเล่นของเรา ในทุกอย่างและการเล่นเกมรับกับการเล่นบอล”

“เราจะเปลี่ยนแปลงมันได้อย่างไร ก็ด้วยทัศนคติ ของเราที่เปลี่ยนไป บางครั้งในระหว่าง เกมเราก่อ ความผิดพลาด ขึ้นมาเล็กน้อย แต่มันก็สามารถกลับ มาลงโทษ คุณได้เหมือนกัน” อลิสซอน กล่าว UFABETWIN

UFABETWIN รักลูกไม่ถูกทาง : เมื่อแม่รัก อาเดรียง ราบิโอต์ จนไม่ยอมปล่อยให้โตด้วยตัวเอง

ทันทีที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีข่าวจะคว้าตัว อาเดรียง ราบิโอต์ ก็มีหลายคนออกมาบอกทันทีว่า “อย่า ๆๆๆ”

ไม่ใช่เพราะเขาไม่เก่งหรือไม่มีความสามารถ แต่เพราะ ราบิโอต์ คือหนึ่งในนักเตะที่สร้างปัญหานอกสนามอยู่บ่อยครั้งโดยมีเอเยนต์ของเขาเป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลัง … ที่สำคัญคือเอเยนต์ผู้ดูแลผลประโยชน์ทุกอย่างก็คือ เวโรนิค ราบิโอต์ คุณแม่บังเกิดเกล้านั่นเอง

ขอนำเสนอเรื่องราวความเยอะของคุณแม่ ที่แม้จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้คุณลูก แต่ก็ทำให้ลูกชายต้องพลาดสิ่งดี ๆ ไปไม่น้อย

เพราะ (คิดว่า) รักชนะทุกอย่าง

อาเดรียง ราบิโอต์ ลืมตาดูโลกขึ้นมาก็ถูกปลูกฝังให้ชอบฟุตบอลตั้งแต่เริ่มจำความได้ มิเชล พ่อของเขาเป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่ตามเชียร์มานานหลายปี และหวังอยากจะให้ลูกชายไปอยู่ในจุดนั้นสักวัน ดังนั้นเมื่อลูกชายเริ่มรู้ความ มิเชลได้ตกลงกับเวโรนิคภรรยาของเขาเพื่อสานฝันที่เขาวาดไว้ นั่นคือการเริ่มลงทุนกับ อาเดรียง ราบิโอต์ ให้กลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพ

หากเทียบกับเด็ก ๆ คนอื่น ราบิโอต์ เกิดมาในครอบครัวที่ดี แม้ไม่ได้ร่ำรวยมากแต่ก็ยังมีกินมีใช้ ครอบครัวของเขามีความสนิทสนมกันชนิดแนบแน่น ทุกก้าวที่เขาเดินจะได้รับการใส่ใจอย่างละเอียดยิบ เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นไข่ในหินก็คงไม่ผิดนัก พ่อของเขาพาเขาไปเข้าศูนย์ฝึกของสโมสร เครเตย หลังจากนั้นฟุตบอลก็กลายเป็นเรื่องของครอบครัวนี้ไปโดยปริยาย

จะดีแค่ไหนหากเด็กคนหนึ่งมีสิ่งที่ชอบและได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากผู้ปกครอง พ่อของราบิโอต์ขับรถพาลูกชายไปส่งเรียนและรอรับกลับทุกวัน ขณะที่แม่ของเขาก็มีหน้าที่จัดการทุกอย่างในบ้านให้เรียบร้อย สร้างบรรยากาศให้ลูกชายพร้อมเป็นมืออาชีพอย่างที่สุด … นี่แหละชีวิตที่เขาเป็นและวิถีที่หล่อหลอมให้เขามีฝีเท้าดีกว่าเด็กรุ่นเดียวกันทุกคนในศูนย์ฝึกนั้น เรื่องนี้ถูกยืนยันโดย มาร์ติน มูแลง หนึ่งในทีมงานของเครเตย

 

“อาเดรียงเป็นนักเตะที่แปลกกว่าคนอื่น ๆ เขามีโลกส่วนตัวสูงแต่ก็เป็นคนมีอารมณ์ขัน ตลอดช่วงการสอนเราไม่เคยมีปัญหากับเขาเลย และเขาก็ไม่เคยบ่นเรื่องการฝึกรวมถึงเรื่องการเรียนเลยสักครั้ง เขาอาจจะดื้ออยู่บ้าง แต่ก็นั่นแหละ จะเอาอะไรกับเด็ก 8 ขวบ … นับตั้งแต่วันนั้นเขาก็เป็นคนโปรดของผมมาโดยตลอด” มูแลง ว่าไว้

ราบิโอต์อยู่ที่ศูนย์ฝึกดังกล่าวได้ 5 ปี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เริ่มสร้างศูนย์ฝึกของตัวเองในช่วงปี 2008 ก็เริ่มนโยบายเฟ้นหาเด็กหนุ่มฝีเท้าดีจากทั่วยุโรปเพื่อดึงตัวเข้ามาอยู่ในศูนย์ฝึกของพวกเขา กลุ่มแมวมองของ แมนฯ ซิตี้ ถูกส่งเข้ามาค้นหาเด็กในฝรั่งเศส โดยแมวมองคนที่เจอกับราบิโอต์ในวัยเด็กบอกว่า สิ่งที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าฝีเท้าคือเรื่องนิสัย แม้จะอายุน้อยแต่ราบิโอต์กลับมีความคิดความอ่านเหมือนกับผู้ใหญ่ วางตัวดี และมีมารยาท

 

“ราบิโอต์สุภาพและฉลาดมาก ตอนนั้นเขาเล่นในตำแหน่งปีกและตัวของเขาสูงกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน ความโดดเด่นที่แท้จริงของเขาคือเรื่องสภาพจิตใจ เขาวางตัวเป็น ให้เกียรติคนอื่น และรู้ว่าเวลาไหนควรแสดงออกอย่างไร นี่คือสิ่งที่ไม่ธรรมดาสำหรับเด็กอายุขนาดนั้น” แมวมองของ แมนฯ ซิตี้

เล่นเก่งด้วย ทัศนคติดีด้วย นี่คือสิ่งที่ทุกคนประทับใจในตัวราบิโอต์วัยเด็ก และพวกเขาพูดตรงกันแทบทุกคน เขาได้สัญญากับ แมนฯ ซิตี้ ตอนอายุ 13 ปีเมื่อปี 2008 ทว่าหลังจากนั้นเพียง 6 เดือนการเปลี่ยนแปลงในอาชีพนักฟุตบอลของราบิโอต์ก็เกิดขึ้น

 

มิเชล พ่อของราบิโอต์ล้มป่วยต้องนอนติดเตียงเป็นเวลานาน ราบิโอต์ที่สนิทกับพ่อมาก ๆ ยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากจะปรับตัวและเตรียมรับมือกับความรู้สึกนั้นได้ พ่อของเขาคอยดูแลและเป็นธุระเรื่องฟุตบอลให้เขามาตลอด แต่ตอนนี้พ่อทำไม่ได้แล้ว … และนั่นเป็นครั้งแรกที่ชื่อของ เวโรนิค ราบิโอต์ แม่ของเขาได้ปรากฏ

ดันจนถึงที่สุด

การอยู่ในสถานะอัมพาตทำให้มิเชลต้องถอยออกจากเรื่องการจัดการเรื่องฟุตบอลให้กับราบิโอต์ ซึ่งคนที่จะต้องเข้ามาดูแลหน้าที่นี้ต่อคือเวโรนิค … เราไม่รู้ว่าเธอเป็นคนที่มีนิสัยใจคอแบบไหน แต่เวโรนิคเคยอธิบายถึงตัวเองว่า “ฉันเป็นพวกเผด็จการ” กล่าวคือทุกสิ่งที่เธอสั่งจะต้องได้รับการตอบสนองจากลูกชาย เธอตั้งตัวเป็นเอเยนต์ของ อาเดรียง ราบิโอต์ และเป้าหมายเดียวที่เธอต้องการคือการให้เขาได้เป็นนักเตะอาชีพ อันเป็นความฝันของครอบครัวนี้

อย่างไรก็ตามความเป็นแม่กับความเป็นเอเยนต์นั้นค่อนข้างจะมีรายละเอียดที่ขัดกันพอสมควร แม้เป้าหมายจะตรงกันนั่นคือ “เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ราบิโอต์” แต่วิธีการนั้นแตกต่างออกไป เอเยนต์เป็นอาชีพที่จะทำให้คุณต้องโฟกัสกับฟุตบอลเพียงอย่างเดียวและจะต้องทำให้นักฟุตบอลได้มีโอกาสที่จะเติบโตในอาชีพการงานผ่านข้อตกลงต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและเป็นมืออาชีพ

 

UFABETWIN

 

วันที่แม่ของราบิโอต์เข้ามา แม้เธอจะอยากให้ลูกชายได้สิ่งที่ดีที่สุด แต่ปัญหาคือวิธีการของเธอนั้นค่อนข้างจะเป็นไปในแบบที่ไม่เป็นทางการมากนัก นั่นคือทำให้สิ่งต่าง ๆ มันดูผิดเพี้ยนจากระบบเดิมที่หลายคนคุ้นชิน

หลังอยู่กับ แมนฯ ซิตี้ ได้ 6 เดือน เวโรนิคก็สร้างเรื่องทันที เธอขึ้นไฟต์กับผู้ดูแลทีมเยาวชนของ แมนฯ ซิตี้ เพราะต้องการดึงตัวราบิโอต์กลับไปที่ฝรั่งเศส เพราะเธอคิดว่า แมนฯ ซิตี้ มีข้อตกลงที่ไม่ดีพอสำหรับลูกชาย เนื่องจากสิ่งที่เธอต้องการคือ ราบิโอต์จะต้องได้รับการการันตีว่าจะได้สัญญารับอาชีพทันทีเมื่ออายุครบ 17 ปี … ซึ่ง แมนฯ ซิตี้ ไม่สามารถมอบให้ได้

เวโรนิคผิดหวังกับคำตอบนั้น เธอได้ร้องขอให้มีการยกเลิกสัญญาเพื่อจะได้พาราบิโอต์กลับไปยังฝรั่งเศส ในวัย 15 ปีราบิโอต์ก็ถูกดึงตัวเข้าสู่อคาเดมีของเปแอสเช เมื่อปี 2010 ก่อนที่อีก 2 ปีต่อมาในปี 2012 ราบิโอต์ก็ถูกเรียกขึ้นไปสู่ทีมชุดใหญ่ของเปแอสเช ภายใต้การคุมทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ตอนนั้นเขาอายุ 17 ปีและได้สัญญาอาชีพตามที่แม่ของเขาต้องการ เรียกได้ว่าแม้จะใช้วิธีที่แตกต่างกับเอเยนต์อาชีพแต่เวโรนิคก็ทำสำเร็จตามเป้าด้วยการให้ลูกชายได้สัญญาอาชีพตอนอายุ 17 ปี

“ไม่ว่าจะแมวสีไหนแต่ขอให้จับหนูได้เป็นใช้ได้” วลีนี้ยังใช้ได้เสมอ ทว่าโลกความจริงมันเริ่มหลังจากนี้ต่างหาก เมื่อราบิโอต์ได้สัญญาอาชีพ นั่นหมายความว่าเขาจะต้องเป็นมืออาชีพเต็มตัว เด็ก ๆ หลายคนก็มีพ่อแม่เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ในช่วงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่เมื่อถึงเวลาอันสมควรพวกเขาจะขยับสู่ระดับที่สูงกว่าด้วยการจ้างมืออาชีพมาดูแล

 

เราไม่รู้เลยว่าราบิโอต์คิดกับเรื่องนี้ยังไง แต่ที่แน่ ๆ แม่ของเขาไม่ยอมปล่อยหน้าที่เอเยนต์ให้ใครได้ครอบครองแม้วินาทีเดียว

ปัญหาของการไม่เป็นมืออาชีพ

เวโรนิคเริ่มสร้างปัญหาให้กับราบิโอต์ทันทีหลังจากที่ลูกชายของเธอขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของเปแอสเช อย่างไรก็ตามเวลาของมิเชลผู้เป็นพ่อก็เหลือไม่มากแล้ว ทางสโมสรจึงได้จัดเกมกระชับมิตรนัดพิเศษพบ โอแซร์ เพื่อเอาใจครอบครัวราบิโอต์ โดยเชิญมิเชลให้เข้ามาชมเกมที่ข้างสนามด้วยตัวเอง ซึ่งในเกมนั้นราบิโอต์ยิง 2 ประตู ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกให้มานั่งชมเกมกับพ่อของเขา

ทางเปแอสเชรู้ว่า ราบิโอต์ เป็นเพชรเม็ดงามที่ต้องรั้งไว้ให้ได้ กุนซืออย่าง อันเชล็อตติ ก็พยายามหาโอกาสให้เขาได้ลงเล่น และมีส่วนร่วมกับทีมชุดใหญ่ให้มากขึ้น อันเช่จึงเรียกตัวราบิโอต์มาเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีชื่ออยู่ในทีมชุดเก็บตัวที่กรุงโดฮาประเทศกาตาร์ในช่วงพักเบรกหนีหนาว … แน่นอนว่าทุกฝ่ายหวังดี แต่เวโรนิคนั้นไม่เข้าใจ

 

เธอเรียกร้องให้สโมสรออกค่าเครื่องบินและค่าใช้จ่ายให้กับเธอในการไปกาตาร์ด้วย เธอตั้งใจจะไปจัดการเรื่องต่าง ๆ เหมือนเคย แต่นี่คือระดับมืออาชีพ เปแอสเชปฏิเสธ และนั่นทำให้เวโรนิคไม่พอใจมาก ๆ จนถึงขั้นอยากจะพาลูกชายของเธอย้ายทีมเลยทีเดียว

ราบิโอต์ไม่ได้บินไปโดฮาพร้อมกับทีม และแม่ของเขาก็สร้างเรื่องต่อทันที เธอเขียนจดหมายถึงผู้จัดการทั่วไปของสโมสรด้วยเนื้อความที่ว่า อยากให้สโมสรนั้นขายลูกชายของเธอออกจากทีมในตลาดเดือนมกราคมนี้ ซึ่งฝั่งเปแอสเชก็ตอบจดหมายไปกลับว่า

“การเลือกของคุณดูจะไม่เหมาะกับลูกชายของคุณ และไม่ได้ส่งผลดีต่อสโมสรด้วย เราขอย้ำอีกครั้งว่าสถานะของคุณคือลูกจ้างของอาเดรียงเท่านั้น” ช็อตนี้เหมือนเป็นการแหกหน้าเวโรนิคเลยก็ว่าได้ แต่อย่าคิดว่าเธอจะยอม เธอสไตรก์กลับด้วยการไม่ให้ลูกชายของเธอไปซ้อม และนั่นนำมาซึ่งการที่สโมสรต้องลงโทษทางวินัย นอกจากนี้เปแอสเชที่มีแผนจะใช้ราบิโอต์ก็ต้องโละแผนทิ้งแล้วส่งราบิโอต์ไปให้ ตูลูส ยืมตัวไปใช้งาน

 

เวโรนิคค่อนข้างโมโหกับการกระทำของสโมสร เธอร้องเรียนผ่านสื่อและบอกว่าสโมสรนั้นสองมาตรฐาน ปฏิบัติกับราบิโอต์ต่างกับนักเตะคนอื่น ๆ ในทีม กล่าวคือเขาโดนปรับเงินและโดนลงโทษบ่อยมาก ซึ่งแน่นอนว่าเหตุผลหลัก ๆ ก็เพราะการก้าวก่ายของเวโรนิคนี่แหละ

เรื่องราวของเวโรนิคนั้นมีเยอะมาก และนั่นทำให้ราบิโอต์ที่ถูกวางตัวให้เป็นตัวหลักของเปแอสเชในอนาคตนั้นถูกมองในแง่ลบมากขึ้น กล่าวคือทุกครั้งที่ลูกชายของเธอจะต้องเจรจาต่อสัญญา เวโรนิคจะเข้ามาเป็นผู้มีส่วนตัดสินใจในเรื่องเหล่านี้แบบ 100% และเธอย้ำว่าที่เธอทำก็เพราะมันคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกชาย แต่แน่นอนว่าในโลกของมืออาชีพของชายใส่สูทในออฟฟิศไม่เป็นเช่นนั้น ทุกคนที่ได้เจรจากับเวโรนิคยืนยันเป็นเสียงเดียวกันถึงความ “เยอะ” และความ “ไม่คงที่” ที่สามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจได้ตลอดเวลาแม้จะตกลงกันแล้วก็ตาม

ยกตัวอย่างเช่นในปี 2014 ที่สัญญาของราบิโอต์จะเหลือ 1 ปี เวโรนิคถูกเชิญโดย วอลเตอร์ ซาบาตินี่ ผอ. กีฬาของ โรม่า เพื่อพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการย้ายทีมของราบิโอต์ในอนาคต … เวโรนิคมาถึงที่แต่กลับเรียกร้องให้ทางโรม่าเอากุนซืออย่าง รูดี้ การ์เซีย เข้ามาพูดคุยด้วย เพราะต้องการความชัดเจนมากกว่าที่ได้รับ

 

UFABETWIN

 

“เรานัดกินอาหารกลางวันกัน ตอนแรกผมคุยกับอาเดรียงกับทางเปแอสเชและตกลงกันได้แล้ว แต่อยู่ ๆ เวโรนิคก็เข้ามา เธอคุยกับอาเดรียงบางประโยคที่ผมไม่รู้คำแปล แต่ผมก็พอจะเดาได้ เพราะหลังจากเธอพูดจบอาเดรียงก็บอกว่า ‘ผมอยากคุยกับผู้จัดการทีมมากกว่า’ คือตอนนั้นผมโมโหแล้วเดินออกมาเลย ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน … ผมรู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าเขาให้แม่เขาประจันหน้ากับโค้ชแบบนี้ อีกไม่นานเธอคงได้เข้าไปอยู่ในล็อกเกอร์รูมด้วย” ซาบาตินี่ กล่าว

ที่สุดแล้วราบิโอต์ก็ไม่ได้ย้ายทีม และเรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นอีกครั้งในตอนที่ราบิโอต์ใกล้จะหมดสัญญากับเปแอสเชในปี 2018 ตอนนั้นเปแอสเชประทับใจและอยากให้ราบิโอต์เป็นแกนหลักของทีมเพราะเจ้าตัวพัฒนามาได้เร็วมาก แต่ที่สุดแล้วเสียงกระซิบจากข้างหูก็บอกว่า “เราจะไม่ต่อสัญญา เราจะอยู่จนครบสัญญาแล้วย้ายออกไปแบบฟรี ๆ”

เวโรนิคเดินหน้าท้าชนเพราะเธอคิดว่าลูกชายคนนี้จะได้ค่าจ้างที่สมน้ำสมเนื้อพอ ๆ กับสตาร์คนอื่น ๆ ในทีม นอกจากนี้เธอยังอยากจะเจรจาแต่กับ นาสเซอร์ อัล เคไลฟี่ ประธานสโมสรคนเดียวเท่านั้นโดยจะไม่คุยกับคนที่ตำแหน่งตํ่ากว่านี้

นั่นเป็นอีกครั้งที่เปแอสเชโมโหกับการก้าวก่ายครั้งนี้ พวกเขาถอดชื่อราบิโอต์ออกจากทีมชุดแชมเปี้ยนส์ลีกและไม่ส่งเขาลงสนามเลยหลังจากนั้น ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายสุด ๆ เพราะราบิโอต์กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แทนที่จะได้ลงสนามต่อเนื่องเขากลับต้องไปซ้อมกับทีมสำรอง และต้องมีปัญหากับทีมงานของสโมสรที่เหนื่อยหน่ายในการจะคุยกับเขาแต่ละครั้ง เพราะมันต้องทำผ่านตัวแทนของเขาอย่างเวโรนิค 100%

 

“เวโรนิคมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของราบิโอต์ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ช่วยคิดแต่เป็นคนใส่ชุดความคิดให้เลยด้วยซ้ำ เธอยัดเยียดความคิดของตัวเองให้กับเขา และอิทธิพลของเธอก็อยู่เหนือกว่าทุก ๆ สิ่งที่ราบิโอต์คิดทั้งหมด” โดมินิค เซเวอรัค ผู้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของเปแอสเช บ่นกับสื่อ เลอ ปาริเซียง

ว่ากันว่าการเข้ามามีบทบาทของเวโรนิคทำให้ราบิโอต์ไปได้ไม่สุดและพลาดโอกาสสำคัญอะไรหลาย ๆ ที่เขาควรจะได้รับ อย่างน้อย ๆ ก็การได้ชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2018 ที่อยู่ดี ๆ ราบิโอต์ก็ถอนตัวจากทีมชาติเพราะมองว่าการที่ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ กุนซือของทีมเรียกเขาไปในฐานะ “ตัวสแตนด์บาย” คือการดูถูกกัน ราบิโอต์จึงปฏิเสธและขอเลือกถอนตัว พร้อมเผยมุมมองของตัวเองว่า

“ตั้งแต่การถูกเรียกตัวครั้งแรกในฐานะตัวสำรองในเดือนพฤษภาคม 2016 ผมก็เล่นให้กับสโมสรของผมที่เป็นสโมสรยุโรปที่ยิ่งใหญ่ไปทั้งสิ้น 88 เกม รวมทั้ง 13 เกมในแชมเปี้ยนส์ลีก ทำไป 7 ประตู และผมก็คว้าแชมป์มา 7 รายการแล้ว ถ้าผมตัดสินใจถอนตัวจากลิสต์ของตัวสแตนด์บายมันก็เพราะผมพิจารณาแล้วว่าตัวเลือกของโค้ชที่มีต่อผมไม่ตอบโจทย์ต่อตรรกะทางด้านกีฬาใด ๆ เลย เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมามันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าฟอร์มการเล่นในสโมสรเป็นการเปิดประตูสู่ทีมชาติ” ราบิโอต์ อธิบาย

 

หลังจากฟุตบอลโลกจบลงและฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ราบิโอต์ก็กลายเป็นคนที่แฟนบอลหันหลังให้เสมอ ไม่ว่าจะแฟนบอลของเปแอสเชหรือทีมชาติฝรั่งเศส โดยในเกมที่เปแอสเชเจอกับ ออร์เลอองส์ แฟนบอลเปแอสเชได้เขียนป้ายผ้าว่า “เราไม่ต้องการราบิโอต์” และหลังจากนั้นไม่นานราบิโอต์ก็โดนดรอปเป็นตัวสำรองเนื่องจากมีทัศนคติการเล่นที่ไม่ดีนักและไม่ยอมปรับตัวกับระบบการเล่นของทีมในยุค โทมัส ทูเคิล แถมยังมีปัญหาด้านวินัย แอบไปเที่ยวผับหลังเกมแพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด จนตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายแชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2018-19 อีกด้วย

หลายคนมองว่าเขาพยายามกดดันสโมสรเพื่อจะขอสัญญาใหม่ แต่เมื่อได้ข้อเสนอที่ไม่น่าพอใจก็เล่นแง่พยายามทำตัวให้มีปัญหา จนกระทั่งตัวเองโดนดรอปไปเล่นกับทีมสำรองเพื่อเป็นการลงโทษ และหลังจากนั้นไม่นานเวโรนิคก็แฉสโมสรถึงเรื่องดังกล่าวว่า “ลูกชายของฉันเป็นตัวประกันของสโมสร ในไม่ช้าเขาจะอยู่ในคุกใต้ดินโดยได้กินแต่ขนมปังและน้ำ”

การพูดแบบนี้กับสื่อทำให้ราบิโอต์และเปแอสเชถึงคราวแตกหักจนสัญญาฉบับใหม่ไม่เกิดขึ้น และเขาก็ได้ย้ายไปอยู่กับ ยูเวนตุส ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา จนถึงปี 2022 ที่สัญญาของเขาเหลือแค่ปีเดียว และข่าวการย้ายทีมตลอดจนความเรื่องมากของคุณแม่ก็กลับมาอีกครั้ง

 

ยังมีเรื่องราวความเยอะของ เวโรนิค ราบิโอต์ อีกมากที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอาชีพนักเตะของ อาเดรียง ราบิโอต์ เธอคือคนที่ตัดสินทุกอย่าง แม้ว่าตอนนี้ลูกชายจะอายุ 27 ปีแล้วก็ตาม แถมยังเคยเปิดศึกด่ากราดใส่ครอบครัวของ ปอล ป็อกบา และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ แบบซึ่ง ๆ หน้า หลังเห็นทีมชาติฝรั่งเศสตกรอบยูโร 2020 ขณะที่ราบิโอต์ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เคยขัดใจผู้เป็นแม่ และพร้อมจะผันตัวเป็นนักเตะสายบวกอยู่ตลอด

เรื่องเหล่านี้ทำให้ราบิโอต์พลาดอะไรไปหลายอย่าง และตอนนี้แม้แต่ตำแหน่งตัวจริงในยูเวนตุสก็ยังไม่ใช่ของเขา … หากย้อนกลับไปได้ สมมุติว่าเขาได้ตั้งใจเล่นฟุตบอลโดยไม่ต้องมาเสียเวลาแก้ข่าวหรือต่อว่าใครผ่านสื่อแทบทุกสัปดาห์แบบนี้ ราบิโอต์อาจจะประดับยศแชมป์โลกและประสบความสำเร็จมากกว่านี้ก็เป็นได้

UFABETWIN